อัปเดตบ้านใหม่

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ส่วนของร่างกายที่ทำโดยอัตโนมัติ


การแพทย์ตะวันออกถือว่า

 กลางวัน และ กลางคืน

มีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์ อย่างแยกไม่ออก 

โดยมองลึกลงไปอีกว่า 

ช่วงเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น

ภายในร่างกายของมนุษย์

ยังมีการไหลเวียนของพลังชีวิต

ที่ผ่านอวัยวะภายใน  ของร่างกายซึ่งประกอบด้วย

 อวัยวะตัน และ อวัยวะกลวง


อวัยวะตัน หมายถึง 

หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต

อวัยวะกลวง หมายถึง 

กระเพาะอาหาร ถุงน้้าดี ลำไส้ใหญ่ -ลำไส้เล็ก

กระเพาะปัสสาวะ ระบบความร้อนของร่างกาย (ชานเจียว)


การไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ)

 ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใชเวลาสองชั่วโมง

ทั้งหมดมี สิบสอง อวัยวะ รวม ยี่สิบสี่ชั่วโมง คือ 

หนึ่งวัน เรียกว่า"นาฬิกาชีวิต"

ตัวอย่าง เช่นการไหลเวียนของเส้นลมปราณปอด 

จะมีพลังไหลเวียน

เริ่มต้นที่เวลา03.00 น.และสูงสุดในช่วง

ประมาณ 04.00น.

จากนั้นจะค่อยๆลดลง และออกจากเส้นลมปราณปอด

ไปยังเส้นลมปราณล้าไส้ใหญ่ เวลา 05.00น.



การรักษาของเส้นลมปราณปอดที่ให้ประสิทธิภาพ

สูงสุด

จึงควรอยู่ระหว่างเวลา03.00-05.00 น. 

ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า

ผลของการใช้ยาตะวันตกคือ...

 ยา ดิติตาลิส ในการรักษาโรคหัวใจล้มเหลว

(มีการครั่งของน้้าในปอด)การให้ยาในช่วงเวลา04.00 น.

จะให้ผลออกฤทธิ์ประมาณสี่สิบเท่า

ของการให้เวลาอื่น เป็นต้น



การเคลื่อนไหวของพลังชีวิตของอวัยวะภายใน

มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ

..เวลา(นาฬิกาชีวิต)

 ร่างกายเราจึงมีกลไกการปรับตัว

มีการสร้างสารคัดหลั่งฮอร์โมน

 การท้างานของระบบต่างๆ ฯลฯ

เป็นไปตามสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนไป การด้าเนินชีวิต

และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในชีวิตประจ้าวัน

ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

จึงเป็นหลักฐานของการมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืน

 ปราศจากโรค โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้


01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ

 ควรนอนหลับพักผ่อน

ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจ้าในช่วงเวลานี้

ตับจะหลั่งสารมีราโทนิน (meratonine ) 

เพื่อฆ่าเชื้อโรค ท้าให้หน้าอ่อนกว่าวัย 

นอกจากร่างกายจะหลั่ง มีราโทนินประจ้าแล้ว

 ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน ( endrophin )

 ออกมาด้วย..จึงไม่ควรกินอาหาร 

เพราะจะท้าให้ตับ ทำงานหนักและเสื่อมเร็ว 


หน้าที่หลักของตับ คือ ขจัดสารพิษในร่างกาย

 ส่วนหน้าที่รองคือ

- ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ 

ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บจะไม่สวย

- ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อยๆ
....
จะทำให้ตับท้างานหนัก

จะหลั่งน้้าย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ท้าหน้าที่หลัก

 เป็นเหตุให้ สารพิษตกค้าง ในตับ


03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด 

จึงควรตื่นนอนลุกขึ้น

เพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์และรับแสงแดดในตอนเช้า

ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจ้าปอดจะดี ผิวดีขึ้น

 และจะเป็นคนที่มีอ้านาจในตัว เป็นช่วงเวลาของ

ปอด จึงควรตื่นนอนลุกขึ้นเพื่อ

สูดอากาศที่บริสุทธิ์ และรับแสงแดดในตอนเช้า



05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของล้าไส้ใหญ่

 ควรขับถ่ายอุจจาระท้าให้เป็นนิสัยทุกเช้า

ถ้ายังไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ต้าแหน่งสองข้างของจมูก 

ไม่ถ่ายให้ดื่มน้้าผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้้า 1 แก้ว 

น้้าผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้้ามะนาว 4-5 ลูก 

ท้าดื่มจนกว่าจะถ่ายหรือบริหารโดยยืนตรง 

หายใจเข้าแล้วก้มลงพร้อมทั้งหายใจออก 

เอามือท้าวเข่า

แขม่วท้องจนเหมือนว่าหน้าท้องไปติดสันหลัง


07.00-09.00น. 

เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร 

กระเพาะอาหารจะท้างาน 

ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน 

กระเพาะอาหารจะแข็งแรง 

ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ 

จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล 

ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย



09.00-11.00น. 

เป็นช่วงเวลาของม้าม ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย

 มีหน้าที่ควบคุมเลือด สร้างน้้าเหลือง ควบคุมไขมัน

คนที่ปวดศรีษะบ่อยมักมาจากความผิดปกติของม้าม

อาการเจ็บชายโครงสาเหตุมาจากม้ามกับตับ

- ม้ามโต ม้ามจะไปเบียดปอด ท้าให้เหนื่อยง่าย 

ผอมเหลือง

ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย

- ม้ามชื้น อาหารและน้้าที่กินเข้าไป

จะแปรสภาพเป็นไขมัน

จึงท้าให้อ้วนง่าย ผู้ที่มักนอนหลับใน

ช่วงเวลา 09.00-11.00 น.

ม้ามจะอ่อนแอ นอกจากนี้ม้ามยังโยงถึง

...ริมฝีปาก

ผู้ที่พูดบ่อยๆ หรือพูดเก่งๆ ม้ามจะชื้น 

จึงควรพูดน้อยกินน้อย ม้ามจึงแข็งแรง



11.00-13.00 น.

เป็นช่วงเวลาของหัวใจ หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้ 

จึงควรหลีกเลี่ยง ความเครียด 

เหตุที่ท้าให้ต้องใช้ความคิดหนัก 

และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้น

หรืออาการตกใจ ให้ได้


13.00-15.00 น

.เป็นช่วงเวลาของล้าไส้เล็ก จึงควรงดการกินอาหาร

ทุกประเภทเพื่อเปิดโอกาสให้ล้าไส้ท้างาน

 ล้าไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่เป็นน้้าทุกชนิด

 เช่น วิตามิน ซี บี โปรตีนเพื่อสร้างกรดอะมิโน

สร้างเซลล์สมอง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

 สร้างไข่สำหรับผู้หญิง 

ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน

 ผู้หญิงมีล้าไส้ยาวกว่าผู้ชาย11 ฟุต เพื่อให้การดูดซึม

ได้นานกว่า เนื่องจากต้องใช้กรดอะมิโน

มากกว่าผู้ชาย เมื่อล้าไส้ยาวกว่าจึงมีกระดูกซี่โครง

มากกว่าผู้ชายข้างละ 1 ซี่



15.00-17.00 น. 

เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ

 แนวพลังของกระเพาะปัสสาวะเริ่ม

จากหัวตา-ผ่านหน้าผาก-ศรีษะ-ท้ายทอย-

แผ่นหลังทั้งแผ่น-สะโพก-ด้านหลังขา-หัวเข่า-น่อง

-ส้นเท้า-นิ้วก้อย กระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้อง

กับระบบความจ้า ไทรรอยด์และระบบเพศทั้งหมด

ช่วงเวลานี้จึควรท้าให้เหงื่อออก อาจจะออกก้าลังกาย

หรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้

แข็งแรง ข้อควรระวัง ถ้าเหงื่อมีโซเดียมปนออกมา

ไตจะวาย

 แต่ถ้ามีโปตัสเซียมปนออกมามาก 

หัวใจจะวาย

 แก้ไขเรื่องหัวใจวายด้วยการ...

ให้ดื่มน้้าส้มหรือน้้ามะนาวเพื่อเติมโปตัสเซียม

 (ผู้ที่มีโปตัสเซียมน้อยต้องระวังเรื่องการฉีดยาชา
 
เพราะยาชาจะท้าให้โปตัสเซียมลดลงอย่างรวดเร็ว

หัวใจอาจวายได้ง่าย)

การอั้นปัสสาวะบ่อยๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึม

เข้าสู่กระแสเลือด ท้าให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็น

เหมือนปัสสาวะ



17.00-19.00 น

.เป็นช่วงเวลาของไต จึงควรท้าใจให้สดชื่น 

ไม่ง่วงเหงาหาวนอนใน ช่วงเวลานี้

ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามี

ปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ

แสดงว่าอาการหนักมาก


- ไตซ้ายจะคุมสมองด้านขวา 

ซึ่งควบคุมด้านความคิดสร้างสรรค์

อารมณ์สุนทรีย์ รักสวยรักงาม 

ชอบแต่งตัว 

**ถ้าไตซ้ายมีปัญหา 

อารมณ์รักสวยรักงามจะหมดไป

กลายเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว 

และเป็นคนขี้ร้อน

-ไตขวาจะคุมสมองด้านซ้าย 

ซึ่งควบคุมความจำ
 
**ถ้าไตขวามีปัญหา

 ความจำจะเสื่อม และเป็นคนขี้หนาว 

(ผู้ที่ไตแข็งแรงจะเป็นคนมีอายุยืนเป็นคนกล้า)

ถ้าล้าไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก 

อาหารที่อยู่ในรูปของ

สารละลายจะผ่านล้าไส้เล็กไม่ได้ 

จึงตกเป็น ภาระของไต เป็นผลให้ไต

ทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต

 ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม 

ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ


***การดูแลคือ***

 ตอนเช้าอาบน้้าเย็น ตอนเย็นให้อาบน้้าอุ่น 

กรณีที่อาบน้้าไม่ได้ ให้ใช้วิธีแช่เท้า แต่

น้้าควรใส่สมุนไพรที่ถูกกับโฉลกของผู้ป่วย 

เช่น ขิง ข่า กระชาย อย่างใดอย่างหนึ่ง



19.00-21.00 น.

 เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ 

ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ท้าสมาธิ

ปัญหาเกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ คือหัวใจโต 

หัวใจรั่ว เส้นโลหิตหัวใจตีบ ดังนั้นผู้ป่วยต้องระวังเรื่อง

ตื่นเต้น ดีใจ การหัวเราะ กรณีเส้นเลือดหัวใจขอด

 ต้องดูแลเยื่อหุ้มหัวใจให้แข็งแรง ควรใส่

เสื้อผ้าชุดสีดำ เทา แช่เท้าในน้้าอุ่น


21.00-23.00 น.

 เป็นช่วงเวลาที่ต้องให้ร่างกายอบอุ่น

 จึงห้ามอาบน้้าเย็นในช่วงนี้เพราะ

จะท้าให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม

เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ



23.00-01.00 น

.เป็นช่วงเวลาของถุงน้้าดี

 (ถุงน้้าดีเป็นถุงส้ารองเก็บน้้าย่อยที่ออกมาจากตับ)
 
อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้้า จะมาดึงน้้าจากถุงน้้าดี

 ท้าให้ถุงน้้าดีข้น เป็นเหตุให้

อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม 

ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตอนเช้าจะ

จาม (ถุงน้้าดีจะโยงไปถึงปอด)

จะปวดศรีษะข้างเดียวหรือสองข้างโดย

ไม่ทราบสาเหตุผู้ที่ตัดถุงน้้าดีออก เมื่อตรวจด้วยลูกดิ่ง

จะพบว่า ถุงน้้าดีข้น มักมีอาการปวดขา ปวดสะโพก)

ทางแก้คือ อย่าใส่ชุดนอนที่เป็นผ้าใยสังเคราะห์ 

ไนล่อน ชุดนอนที่ท้าจากใยสังเคราะห์

จะไปดูดน้้าในร่างกาย ควรสวมชุดผ้าฝ้ายดีที่สุด

 ไม่ควรนอนบนที่นอนสูงๆเพราะจะท้าให้

เสียน้้าในร่างกาย ดังนั้นควรดื่มน้้าก่อนเข้านอน

 หรือก่อนเวลา 23 น.

***************************
********************
                                  *********************************

โรคที่เกิดจากการนั่งสมาธิ

เรื่อง โดย อ.สุวินันท์

เริ่มที่โรคอันเกิดจากการนั่งสมาธิก่อน

โรคแรก มีชื่อว่า

โรค ปัสสะตึก

 (ชื่อนี้มีอยู่ในบันทึกของหมออินเทวดา-ยังไม่พบในต าราหรือคัมภีร์อื่นๆ)

อาการโรค เกิดที่ระบบก้านสมอง เนื้อสมองบางส่วนถูกทำลาย

 อันเกิดจากฟองแก้ส อภิญญา

อาการที่ปรากฏ

-ปวดปัสสาวะอุจาระ รุมๆอยู่เสมอ แต่ถ่ายไม่ออก

 ถ่ายยากถ่ายเย็น ร าคาญ เป็นกังวล ทรมานใจ

-มีอาการเอ๋อๆ ทรงกาย ควบคุมมือเท้าไม่ค่อยได้

(สังเกตุ ครูบาอาจารย์เกจิผู้เฒ่าสูงอายุ เป็นกันเกือบทุก

องค์ (ยกเว้นบางท่านที่รู้วิธีแก้)

-พูดล าบาก ท้ายสุดจะไม่พูด นั่งยิ้มอย่างเดียว

โรคปัสสะตึกเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ใครเคยนั่งสมาธิได้อยู่มาวันหนึ่งอารมณ์ และอื่นๆประจวบเหมาะ

 ดิ่งวูปลงไป  แล้วให้มีเสียงดัง มีคนเรียก ถูกเขย่าตัว 

หรือตกใจไปกับการดิ่งลงไปนั้น

ไม่เหตุใดก็แล้วแต่ ทำให้สติคืนตัวอย่างรวดเร็ว 

มีการขยับกายทันที จะรู้สึกหัวใจเต้นเร็วแรง

 บางคนถึงเหนื่อยหอบ

ทุกคนในยุคปัจจุบันรู้ว่า กายเรานี้อาศัยสมองสั่งงาน

 สมองทำงานได้ต้องมีอาหารและออกซิเจนหล่อเลี้ยง

ขณะอยู่ในสมาธิ การท างานของกาย สมองจะน้อยลง

 ปริมาณการใช้ อ็อกซิเยนก็น้อยลง

ยิ่งถ้าอยู่ในระดับฌาน ขบวนการสันดาปในสมอง

จะน้อยลงยิ่งกว่าน้อย เมื่อมีการขยับร่าง

ไม่ว่าจะเกิดจากสมองสั่งงานหรือเป็นโดยอัตโนมัติ

แต่สุดท้ายสมองต้องรับรู้การสั่งงานนั้นๆ อาหารสมอง

จะถูกลำเลียงผ่านเส้นเลือดเล็กๆเข้าสู่สมองทันที

ซึ่งรวมถึงอ็อกซิเยนด้วย

เส้นเลือดเหล่านี้เล็กมาก 

เม็ดโลหิตแดงแทบจะเข้าแถวเรียงเดี่ยว

ในระดับฌาน ผู้มีพลังจิตสูงธาตุลม (สุมนาวาตะ)

จะถูกคุมด้วยพลังจิต

จะเกิดฟองแก๊สเล็กๆอันเกิดจากอำนาจอภิญญา

แทรกอยู่ตามน้ำเลือด

เมื่อมีการขยับตัวแม้แต่เพียงเล็กน้อย ฟองแก๊สเหล่านี้

จะไปฝางกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

ท าให้เนื้อสมองตายเป็นจุดๆเล็กๆ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ

ครั้นนานเข้า เนื้อสมองที่ตายก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ 

อาการดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้นๆ

ผู้ที่ยังหนุ่มแน่นอยู่ ธาตุไฟดี ธาตุไฟสามารถขับเคลื่อนธาตุลมได้

 อาการดังกล่าวจึงปรากฏน้อย และ ร่างกายรักษาซ่อมตัวเองได้

แต่ในผู้สูงอายุ ธาตุไฟลดลงเรื่อยๆ แต่ธาตุลมกลับเพิ่มขึ้น

 การซ่อมแซมจึงน้อยกว่าการท าลาย อาการจึงเพิ่ม

มากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมอาการจึงเริ่มจากก้านสมอง

เพราะมีเส้นลมปราณ อิทา ปิงคลา วิ่งเข้าไปที่สมอง

อิทาเลี้ยงสมอง  ปิงคลา จะมุดเข้าที่ก าด้น(จุดนิ่มๆที่ฐานกระโหลกหลังคอ)

ผ่านตาที่สาม ไปที่หน้าผาก(ท่อของตาที่สาม)

ดังนั้น ฟองแก๊สอภิญญาจึงกระทบถูก แกนสมองโดยตรง

แกนสมองคือศูนย์กลางควบคุมการเห็น การรับรส

 การได้กลิ่น การได้ยิน การสัมผัสและทรงตัว

เมื่อเกิดการศูนย์เสียที่ก้านสมองมากเข้า 

อาการทางกายก็จะค่อนๆปรากฏให้เห็น

แล้วผู้ฝึกสมาธิไม่รู้หรือ ว่าการขยับตัวเร็วเป็นโทษ?

รู้นะรู้แต่ด้วยความประมาท ความเคยชิน

ตั้งแต่อายุยังน้อย ธาตุไฟดีช่วงนี้พอขยับได้ ไม่มีโทษให้เห็น

เมื่อสูงอายุขึ้น สมาธิยิ่งลึกล้ำ ไฟธาตุไม่สมบูรณ์ 

อาการดังกล่าวเกิดง่ายมาก

แล้วไม่มีทางแก้และรักษาหรือ ?

มีพระพุทธองค์บรมครูของเราท่านสั่งสอนวิธีแก้ไว้แล้ว

แต่พวกเราประมาท และไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านซ่อนไว้เบื้องหลังคำสอน

สิ่งนั้นก็คือ กายานุสติกรรมฐาน ประกอบพร้อมด้วย

 "อาณาปราณสติ "จะแก้อาการโรคนี้ได้ทั้งหมด

ก่อนออกจากสมาธิท่านให้กำหนด อาณาปราณสติ ให้ทั่วพร้อมร่างกาย 

โดยกำหนด เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ

ตัวอย่าง ลมหายใจ + กายานุสติที่เกสา = ส่งเลือดลมไปเลี้ยงสมอง ฯลฯ 

ก่อนขยับตัว)  เพียงเท่านี้อาการโรคก็จะถูกระงับ

พวกที่ฝึกพลัง ก็เช่นกัน เมื่อการฝึกไปกระตุ้นถูกจักระ ๑.พลังกุลฑาลินี

 ถูกกระตุ้นขึ้น พลังนี้จะวิ่งขึ้นเข้าสู่ก้านสมอง

ถ้าพลังถูกควบคุมถูกจังหวะ จำนวนพอดีตาที่สามจะถูกเปิด

แต่ถ้ามากเกิน หรือมีสิ่งมาขวางกัน

ท่อปิงคลา(ท่อตาที่สาม) จะปวดในหัวลึกๆร้อนรุ่ม

อยู่ในหัวอยากเอาหัวไปแช่น้ าถ้ามากขึ้นไปอีก เนื้อสมอง

จะถูกเผาจนไหม้เกรียมเนื้อก้านสมองจะถูกทำลาย

อาการต่างๆก็จะปรากฏขึ้น กุลฑาลินีต้องขึ้นมารวมกับ 

จักร 6,7 ก่อน ตาที่สามจึงจะเริ่มทำงานไม่งั้นพลังไม่พอที่จะเปิดตาได้

สนทนาสภาวะธรรม



ณ วันที่ 15.02.2014

โดย นาย จ๊ะ จื้อหยิว เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 16:08 น.


ถาม   : ปกติเราจะเคลียร์พลังลบเองได้หรือไม่?


ม๊า : ปกติเคลียร์เองได้คือหมายความว่า


คุณจะต้องไม่เอาตัวตนไปกดทับอารมณ์


อารมณ์อะไรที่ขึ้นมาไม่ต้องสนใจไม่กดทับ 



ถาม   : ม้าครับ การปล่อยกับการวาง

 เหมือนกันมั้ยครับ?

ม้า : ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ 

แต่ว่ามันก็มีข้อแตกต่าง

 ปล่อยก็คือ ไม่สนใจแล้วค่ะ การวางคือ

ให้รู้ว่าเราวาง  ปล่อยก็คือจบ

 บางครั้งมันจบ มันไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่หรอก 

 การวางนั้นมีการหยิบขึ้นมาวาง  การรู้แล้ววาง

 กับการปล่อยนี่กำลังมันต่างกัน


ถาม   : แล้วอันไหนดีกว่าครับ


ม้า : การปล่อยดีกว่าค่ะ ปล่อยก็คือปล่อยไปเลย


 การวางนี่มันมีตัวตนเข้าไปสัมผัสแล้ววางลงไป


 ต่างกันนิดหนึ่ง


 อารมณ์ความรู้สึกต่างกัน ต้องเข้าใจถึงอารมณ์แรก


ก่อน เช่น.มู..ทำไมทำตัวแบบนี้ไม่ดีนะ(เสียง

สูง)  ปล่อยไปแล้วใช่มั้ย

 ทำไม ว่าเราทำไม มันต่างกันนะค่ะ



ถาม   : ม้าอย่างเช่นพี่...ร.. เค้าโดนม้าว่า

 แต่เค้าไม่ได้สนใจ


ม้า : ถ้าเป็นพี่...ร....ก็คือว่า 

เค้าอาจยังมีอีกตัวหนึ่งก็ได้

 คือ มีรักและศรัทธาในตัวม้าแล้วเค้าก็ไม่สนใจ

 แต่เค้ายังไม่มีปัญญานั่นและที่จะต้องจับไปปฏิบัติ

 นั่นและคือปัญหาของเค้า ม้าด่าเค้า ก็ด่า 

ก็วางเฉยไปเลย

 มันไม่ได้พิจารณามันก็ไม่เกิดปัญญา 

แล้วก็ไม่ได้กลับไปแก้ไขก็มีนะ


ถาม   : แก้ไขคือยังไงค่ะม้า

ม้า : บ้างครั้งเราจับเรารู้ถึงรสชาติของมัน ว่า

 มันร้อน มันเย็นมันอะไร แล้วเราจะรู้ 

และเราจะต่อไปมันเจอสภาวะนี้อีก

 มันจะรู้อีกมันจะง่าย มันจะเป็นธรรมชาติ

 กลับการพบแล้วเฉยเมยเนี้ยะ 

มันไม่ได้นะ

 มันไม่เกิดปัญญาแ ล้วก็ไม่มีความรู้

 และมันจะไม่เกิดช่องว่างของวิถีจิต 

เข้าสู่ปัญญาญาณ 

ให้มันเข้าสู่วิถีจิตและเกิดปัญญาญาณด้วยในบาง


ครั้ง

ถาม   : บางคนรู้เยอะและไม่กล้าที่จะเอาออกมา

ทำไมค่ะม้า เหมือนพี่.....ปส......


ม้า : คือเค้าเป็นความรู้เยอะมาก


 แต่ทีนี้การที่ไม่กล้าออกมา เพราะมีการวางตัว


การระวังตัวไม่อยากจะก้าวก่าย 


ไม่อยากที่จะเอาตรงนั้นมาอวดว่าตัวเองดี


 คือมันมีการระวังตัว เป็นการระวังตัว


ถาม   : ไม่ดีหรือค่ะม้าเพราะว่าเหมือนกับเราระวัง

เหมือนมีสติหรือปล่าวค่ะม้า?


ม้า : ไม่บางครั้งถ้าเราสามารถมีสิ่งดีๆ 


และสงเคราะห์เนี้ยะความงามในการสงเคราะห์


มันจะสวยงามในตัวของมันนะค่ะ


ถาม   : ม้าแล้วบางคนคิดว่าเป็นการ 

show off ปล่าวครับ?


ม้า : มันขึ้นอยู่กับการวางจิตของคุณนะค่ะ


 ว่าคุณจะshow off เรื่องของคุณ


 แต่ถ้าคุณสงเคราะห์แล้วมัน


เกิดประโยชน์ขึ้นมาละค่ะ 


การ show off เนี้ยะยังงัยมันก็ไม่งามใช่มั้ยค่ะ  


 แต่ถ้าเราสงเคราะห์ในจิตของเรามันจะรู้เอง


ว่า show off หรือว่า สงเคราะห์  จิตคุณจะรู้ว่ามัน


งามหรือมันมีอีโก้ งามด้วยตัวของมันเอง 


หรือว่ามันงามเพราะอีโก้ มันหนักนะ 


มันหนักกับมันเบา   อารมณ์น้ำหนักมันต่างกัน


ถาม   : ม้าแล้วอย่างงี้เปรียบเทียบเหมือนพี่...ช...

.ที่เค้าเคยเหมือนกับจะเหลือผมอย่างเนี้ยะอะครับ

 มันต่างกันมั้ยครับอารมณ์

ม้า : ต่างกันค่ะ


ถาม   : แต่นั่นเค้าอาจจะไม่ได้ show off 

แต่เค้ามีความเมตตาที่จะช่วย


ม้า : การเมตตาที่จะช่วยแต่เค้าบางครั้ง มันเอาอีโก้ 


ร่วมไปด้วย แล้วมันก็มีเบื้องหลังอะไรบางอย่าง


ในตัวเค้า แล้วบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเค้า 


การกระทำของเค้า มันมีอาการอ้างอิงถึงเซ็กส์ 


ถึงอาการบางอย่าง  แล้วบางอย่างมันเป็นการจูงใจ


ให้คนเชื่อและศรัทธา  ถ้าคนเชื่อและศัทธาถูก


มันโอเค  ถ้าคนเชื่อและศัทธาไม่ถูกมันก็ไม่โอเค 


แล้วมีการจูงใจในการทำให้คนเชื่อในสิ่ง


ที่ไม่เหมาะสมมันก็มีปัญหานะค่ะ


เออนี่ละช่วยแล้วก็นะองค์นั้นองค์นี้แล้วก็อ้างอิง


นะมันละเอียดนะ แล้วถ้าเกิดอ้างอิงเนี้ยะพอถ้า


คุณพอใจปุ๊บมันก็เป็นปัญหา เพราะว่าคุณก็ไปยึด


ใน สิ่งนั้นอีก มันละเอียด การสงเคราะห์คน 


ต้องดูที่ตัวเรา ไม่ได้ดูที่ผู้ถูกสงเคราะห์อย่างเดียว


ต้องดูที่ใจของเราด้วยนะ


ถาม   : ม้าอย่างพวกคนใหม่แล้วเค้า

จะรู้ได้อย่างไรครับ 

แล้ว เค้าจะรับมือได้ อย่างไร จะรู้ได้อย่างไรครับ


ม้า : ถ้าถามว่าคนใหม่ๆเนี้ยะมันขึ้นอยู่ที่ว่า


คุณมาที่นี่แล้ว ถ้าสมมุติคุณมาแล้วคุณ


 คุณดูเป้าหมายของคุณยัง อย่างกลุ่มเราเนี้ยะ


มีเป้าหมาย ..ในการเดินทางกลับ  


ถึงได้อยู่กันทน ถ้าคนที่ไม่เป้าหมาย


ในการเดินทางกลับเค้าอยู่ไม่ทน


เค้ามาเอาของ อะไรเค้ามาอยากได้ อะไร


ไม่ได้เค้าก็ไม่มาละ แต่เค้าไม่หวังที่ว่าเค้า


จะต้องเดินทางกลับ แต่ม้าเชื่อว่า ..มู..มีตัว


สงเคราะห์  ในจิตใจของ..มู.. แต่ว่า


เชื่อว่าอีกตัวหนี่ง..มู..เนี้ยะ


ไม่ช้าก็เร็ว ..มู..เนี้ยะสามารถสงเคราะห์


คนในบ้านได้ สงเคราะห์ครอบครัว 


บางครั้งโดย..มู..ไม่มีเจตนา .


.มู..อาจจะไม่รู้ว่า..มู..สงเคราะห์อยู่ก็ได้


ถาม   : ม้าแต่พูดถึงว่า สมมุติว่าเรา


 อย่างน้า ...ปส.....ช่วยหมูอย่างเนี้ยะอะครับ


แล้วเค้าสงเคราะห์มั้ยครับ


ม้า : บางครั้งเค้ามีจิตแมตตาการสงเคราะห์เยอะนะ

 ม้าสังเกตุเค้าทำงาน เค้าก็สงเคราะห์ช่วยชี้แนะ

 แต่ว่าเค้าระวังตัว พี่....ปส....เค้าระวังตัว

 ระวังตัวมากเฮ้ย กู show off ไปรึปล่าว มันเกร็ง

 มันกลายเป็นว่า การสงเคราะห์เค้าอะมันเป็นการว่า

บางครั้งมันน่าจะได้มากกว่า แต่เค้าไม่ได้หวงนะ 

แต่เค้าชอบทำตัวเหมือน เกรงม้า ไปหน่อย 


ถาม   : ไม่ครับแต่บางทีไม่อยากพูดบางอย่างออกมา..

กลัวเกิดความขัดแย้งแล้วมันไม่ดี


ม้า : คือจริงๆแล้วพี่...ปส... เข้าใจผิดนะ 


ที่นี่ม้าให้อิสระทุกอย่างนะ แม้แต่


คนที่ไม่เคยมาซักครั้ง


 ม้ายังให้อิสระเค้าขนาดเอา..ล..


ไปเป็นเครื่องทดลอง


ถาม   : คืออยากให้ม้าเป็นผู้เพียงคนถ่ายทอดที่ดี

 ซึ่งจะตรงต่อสัจจะธรรมกว่า



ม้า : ว่าบางครั้งม้าเนี้ยะก็ต้องหาจิ๊กซอของม้า


ให้สมบูรณ์แบบ ต้องการเสริมเหมือนกัน 


คือไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอกนะ



ถาม   : มันก็กลายเป็นว่าน้าไปตีกรอบของน้า

อยู่อย่างนั้น..


ม้า : สภาวะถ้ามันไหลก็ให้มันไหลนะ


แล้วสภาวะมันจะงอกงามเรื่อยๆ คืออย่าไปคิดว่า


 เราต้องวางจิตว่า เราอยู่ในกลุ่มที่จะเดินทางกลับ

..บ้าน


 คือบางคนที่จะไม่มีเจตนาที่จะเดินทางกลับบ้าน


ก็มาแล้วก็ไป


ถาม : เราไม่ต้องไปเที่ยวหาลูกค้าใช่มั้ยค่ะม้า?


ม้า : อ่าไม่ใช่ว่าเราต้องไปเที่ยวหาลูกค้า


ถ้าเค้าถามเราว่า  เราทำอะไรกัน


 เราก็ตอบชัดเลยว่าอ๋อพวกเรา


รวมกลุ่มกันเดินทางกลับบ้าน


 แล้วก็เค้าถามว่ากลับยังงัย เราก็ตอบว่าอยากรู้ก็


มาดูเอาเองว่ากลับยังงัย อยากกลับบ้านมั้ย


 อยากรู้มั้ยว่าเส้นทางการ


++กลับบ้านของเราเป็นยังงัย++



ถาม   : กลับบ้านของเรานี่ มันเป็นแค่..


ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง หรือว่า เป็นยังงัยม้า



ม้า : มันขึ้นอยู่กับสถานะภาพของพลังงานของเรา


 สมมุติว่า ม้าจะไปบ้านม้า ..จู..บอกว่า


บ้าน..จู..อยู่ตรงนี้ จูมากับม้าสิใช่มะ 


แต่เราอยู่ตรงนี้อะเรารู้ว่า


ต่างคนก็อยากจะกลับบ้าน แต่ไปถึงข้างบนอะ


เส้นทางมันกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก 


ม้าอาจจะไปตรงนี้ก็ได้ อ๋อบ้าน..จู..อยู่ตรงนี้


 อ๋อบ้านม้าอยู่ตรงนี้นะ


ถาม   : อ๋อดาว คนละดวง มันเป็น..

เส้นทางเดียวกับนิพพานมั้ยค่ะม้า



ถาม   : ม้าครับอย่างที่เรากลับเองกับ..

 อย่างที่ม้าส่งพวกวิญญาณอะครับ 

กับเรากลับเอง เหมือนกันมั้ยอะครับ?




ม้า : ไม่เหมือนกัน ....


ของเค้ายังไม่มีพลังบริสุทธิ์ขนาดนั้น


 สมมุติขึ้นไปร้อยคนนี่นะค่ะ 


พอพ้นแรงโน้มถ่วงของโลกแล้วแล้วทีนี้


เราจะเหวี่ยงตัวเองไปจุดไหน 


ขึ้นอยู่กับพลังงานของเรา



ถาม   : ม้าครับไอ้พลังที่มันขึ้นไปตอนสุดท้ายเนี้ยะอะครับ

 กับตอนที่เราจะสิ้นอายุขัยเนี้ยะ มันต้องกำหนดอะไรมั้ย?


ม้า : ไม่กำหนดอะค่ะ เพราะว่าถูกฝึกมาแล้ว


 ตอนนี้เราก็ฝึกอยู่แล้ว ถึงเวลามันไป


 มันจะระลึกถึงจิตที่เรารู้ว่ากลับบ้านมันก็จะไป


ตามทางของมันมันก็จะถูกเหวี่ยง


 ก็หมายความว่าไอน้ำ


 เราต้องทำจิตให้เหมือนไอน้ำ ไปเรื่อยๆ



ถาม   : ม้าถ้าทุกคนในโลกอะครับ

 มุมานะเพื่อจะกลับบ้าน เท่ากับว่าในอนาคต

มันก็ต้องไม่มีมนุษย์อยู่ในโลกนี้แล้วละสิครับ


ม้า : มันเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างมันมีสองขั้ว 

สมมุติว่าพลังงานมันมี หนึ่งกิโล มันมีสิบขีด

 แล้วมันกลับไป 9 ขีด อีก 1ขีดก็เรื่องของมัน

 มันก็เป็นเรื่องของมันไม่เกี่ยวกัน



ถาม   : อือที่มันมีอันไหนที่บอกว่าเป็นจิตสุดท้าย

 ที่บอกว่าเราต้องหมั่นทำจิตให้ขึ้นข้างบน 

ใช่มั้ยค่ะให้เป็นนิสัย อย่างเนี้ยะ..

พอถึงเวลาจริงๆขึ้นมา

พอมันมีอุบัติเหตุอะไรขึ้นมากระทันหัน

แล้วจิตเรา จิตของเรามันใสมันบริสุทธิ์ 

ตอนเนี้ยะ..พอมันไปเกิดความตกใจ..

ความเครียดแค้นอะไรต่อมิอะไรอะม้า

 แล้วจิตของเราจะขึ้นข้างบนไปต่อได้มั้ยค่ะม้า


ม้า : บอกว่าถ้าเราขึ้นไปถึง 70% แล้ว 


เหลือ 30% มันก็ไม่มีประโยชน์


 เพราะว่าไปแล้ว 


จิตตกใจมันอาจจะเป็นแค่ 30% ก็ได้ 


เพราะฉนั้น เราต้องพยายามไปให้ได้ทุกวันนะค่ะ


 แล้วให้มันเหลือให้ได้นะ


 บางทีเราอาจจะเหลือแค่  10% หรือ 20%


 แต่ถ้ามันเหลือ 30% ก็ไม่เป็นไร


ถาม   : จริงๆแล้วถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของจิตอะฮะ

ว่าจิตมันบังคับไม่ได้ มันเป็นเรื่องของมัน

แต่ว่า ถ้าเราส่งคลื่นพลังงานตัวจิตเนี้ยะขึ้นไปบ่อยๆ 

อะจิตมันจะชินทางของมัน

 เหมือนเราสร้างทางกลับบ้านเรา 

แต่มันมีตัวหนึ่งที่จูนเห็นคนที่บ้านม้า

 ตัวอารมณ์ที่ติดใน พรหม หรือ อรูปพรหม

 เยอะมากที่บ้านม้าเจอเนี้ยะ มาถึงแล้วแบบว่า

ไม่เข้าใจไม่ยอมละวางตัวนี้ แล้วไปยึด

 ซึ่งมันไม่ใช่ตัวกลับบ้านตัวอะไรเลย

 มันไม่ใช่ตัวที่เกิดปัญญา มันเป็นตัวแค่คิดว่าสบายสุข..


ม้า : มันไปพอใจติดใจในสภาวะที่สบาย


 หรือพอใจในสภาวะที่โล่งๆว่างๆ  


คุณต้องเดินทางอีก ก็หมายความว่าทุกขณะ


คือคุณจะต้องเป็นตัว  Y   หมุนขึ้นไปเรื่อยๆ  


ไม่มีที่สิ้นสุด..




ถาม   : ม้าแล้วจำเป็นต้องฝึกด้วยหรือค่ะม้า

  แล้วคนที่เค้าไม่รู้อะ แล้วคนที่เค้า

ไม่เคยฝึกทางนี้แต่เค้าอยากกลับบ้าน..


ม้า : ถ้าเค้า บางครั้งเนี้ยะคือเข้าใจมั้ย


 เค้าไปโดยไม่รู้ตัวก็มีนะ บางทีกำลังของเรามาก


สามารถช่วยเค้าได้ก็มีนะ เป็นธรรมชาติของจิตอะ 


เราไม่รู้จิตเค้าด้วยซ้ำว่าจิรงๆแล้วเค้า


ก็ไม่ได้มีอะไรใช่มั้ย 


อ๋อขึ้นไปข้างบน ใช่มั้ย สุดท้ายถึงจะพิสูจน์ได้


ว่าเขากลับได้หรือไม่ อย่างหลายคนนะค่ะ 


อ๋อเนี้ยะเตี่ย กำลังหมดลมละนะอยากจะช่วยหน่อย


  แล้วม้าก็บอกว่า เอาดอกบัวก็ได้ไปวางให้จิตขึ้นไป


ถึงเวลาเค้าจะยก ดอกบัวขึ้นไปข้างบนเอง


 อย่างที่จอยบอกว่าถ้าคนที่ไม่ปฏิบัติแล้ว


ถึงเวลาเค้าจะกลับบ้านได้มั้ย มันเป็นวาระสุดท้าย 


หรือ อารมณ์สุดท้ายก่อนตายมันจะถึงจะรู้


 อย่างจอยถามว่า พี่ไข่ไม่ปฏิบัติ ไม่รู้อะไร


 ถามว่าเค้าจะกลับได้มั้ย ..จ..ก็พูดเสมอต้นเสมอ


ปลายว่า


 ถ้าพี่..ข..ถามมาบ้านม้าทำอะไร  .


.จ...ก็ตอบว่าฝึกกลับบ้าน อ๋อถึงเวลาพี่..ข..ใกล้ตาย


 อ๋อฝึกกลับบ้านหรือบ้านเราอยู่ในนะ 


คำว่าฝึกกลับบ้านเค้าจะรู้ละบ้านอยู่ที่ไหน


ถาม   :  แล้วสมมุติว่า คนที่ไม่ปฏิบัติแล้วแบบ

เหมือนมีพลังจิตอะ คือเค้าไม่เอาซักอย่าง

 อะคืออย่างพี่จ๊ะอะพูดง่ายๆอย่างเนี้ยะ..


ม้า : ..จ... นี่ถามเพื่อ?


ถาม   : ..จ...อะเป็นคนไม่มีสมาธิไม่ปฏิบัติอะม้า


ม้า : อ่าม้าเชื่อในสิ่งที่มันเป็นคลื่น


ของพลังงานอะค่ะ


....จ...ใม่ปฏิบัติแต่..จ..สัมผัสคลื่นของพลังงานได้


มันเป็นอย่างงัย ถึงวาระสุดท้ายคลื่นของ


พลังงานของ..จ...เนี้ยะคงไม่ไหลออกไปนอก


ถาม   : อ๋อคือว่าเรา คิดดี ทำดี ก็ได้


ม้า : คลื่นมันจะไปสู่ที่ดี..
..

ถาม   : อันนี้ทุกคนมั้ยค่ะม้า อย่างคนธรรมดา

 เช่น แฟนพี่...ปส..อย่างเนี้ยะสมมุตินะ 

คือว่าเค้าไม่ต้องการมาทางนี้มาอย่างนี้ 

ไม่ต้องการพัฒนาจิตวิญญาณ 

แต่เค้ามีความสุขเค้ารู้เส้นทางว่าอ๋อ....


ม้า : ถ้าแฟนพี่..ปส...รู้เส้นทางว่ากลับบ้าน 


ได้กลับแน่ แต่ถ้าแฟนพี่..ปส..


ไม่รู้เส้นทางกลับบ้านนะ เค้ารู้เส้นทางอย่างเดียว


ว่าเส้นทางของครอบครัวและเค้าก็


ถึงวาระสุดท้ายเค้าจะอยู่กับครอบครัว


แล้วเค้าก็จะทิ้งอารมณ์  ของครอบครัวไม่ได้นะ


เพราะเค้ารักครอบครัว เค้าต้องการครอบครัว 


เค้ายึดเหนี่ยวครอบครัวสุดท้ายเค้าก็ไปไม่ได้


เพราะเค้ายึดอยู่ แต่ถ้าอย่างคนที่ว่า รักกู..


 แต่กูก็ไม่ได้ทำอะไรแต่กูรู้ว่า จะไปละ 


นั่นคือ ไปได้ เพราะว่ามันไม่ได้ปฏิบัติ


 แต่ก็ไม่ได้ยึดอะ  แต่ถ้าไม่ปฏิบัติแล้วยังยึดอีก


..มีปัญหา ไม่ปฏิบัติแล้วก็ยังยึดอีก 


ไม่ปฏิบัติแล้วไม่ยึด ไม่ปฏิบัติแล้วยึด


 ปฏิบัติแล้วก็ยังยึด**



ถาม   : ปฏิบัติเพื่อให้ได้ถึงนิพพาน


ม้า : ใช่..ซึ่งไม่เข้าใจ ยึดว่ากูเป็นผู้ปฏิบัติ


ถาม   : อ๋อไปตั้งตัวว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติ


ม้า : คนทั่วไปก็เค้าจะบอกว่า


 อ่านู๋ก็ปฏิบัติแบบนั้นนะ นู๋ก็ปฏิบัติแบบนี้นะ 


คล้ายว่ารูปแบบนู๋ดีนะ นี่คือยึด


 ถาม   : แต่ม้าก็เคยบอกว่า

เราจำเป็นต้องปฏิบัติก็ได้..


ม้า : ก็เราไม่ปฏิบัติ แต่เรามีตัวรู้งาย


 รู้กลับบ้านงาย  ม้ารู้ตัวเองว่าม้า..


 อยากกลับบ้าน แต่ม้ามีตัวเมตตามากเกินไป


 แล้วม้าได้คุยกับพ่อ ได้อยู่กับพ่อของม้า


 ม้ารู้ตัวอยู่ตัวหนึ่งว่า ตัวเองเนี้ยะว่ายัง


ไม่ได้กลับบ้านอย่างที่ปรารถนา แต่ว่า


ไม่ได้กลับบ้านทันทีอย่างที่ปรารถนา แต่ก็ไป 


ไปในรูปแบบพลังงาน



ถาม   : ม้าแล้วอย่างนี้ พ่อของม้าเนี้ยะอะครับ 


 ม้าบอกไม่ให้ยึดองค์ ไม่ให้ยึดอะไร


แล้วม้ายังเรียกคำว่าพ่อ ถือว่ายึดมั้ย?




ม้า : ม้าไม่ได้ยึดแต่ว่า เราถือว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณ


คอยดูแลเราอยู่ทุกวัน มันก็คือพลังงาน


เพราะว่าอยู่ในสถานะที่ว่าบางครั้งเนี้ยะเรา


ขาดตรงนั้นไป แล้วก็เคยรับปากกับท่านว่าเรา


จะกลับไปดูแลท่าน




ถาม   : ม้าแล้วอย่างนี้เรายึด องค์มั้ยครับม้า..?



ม้า : มันอยู่ที่การวางจิต ม้าวางจิต ว่าม้ากลับบ้าน


 แต่คนอื่นวางจิตว่าเค้ามีองค์ 


ฝึกเดินทางทุกวัน เดินไปขึ้นข้างบน



ถาม   : ฝึกยังงัยครับ?


ม้า : สร้างความรู้สึกว่า เราขึ้นข้างบน  ..


กลับบ้าน กลับบ้าน กลับบ้าน บ้านอยู่ข้างบน


 ถ้าถามว่าการยึดในองค์การพอใจในองค์เนี้ยะ

...
หนักมาก


ถาม   : อะแต่ว่าเราไม่ได้ยึดองค์แต่..

เรายึดพลังอะม้า..?

 อันเนี้ยะพลังของพระพิคเนศ มันต่างกันอย่างไร


ม๊า : มันไม่ต่างกัน จริงๆองค์เนี้ยะที่...จู.


..สัมผัสมา องค์ก็ คือ จิตที่สูงอยู่ข้างบนของเรา


 พอเราไปเชื่อมได้เนี้ยะ แต่เราเรียกไม่ได้คืออะไร 


เราเลยเรียกให้เป็น "สมมุติบัญญัติ "


แต่จริงๆทุกคนสัมผัส กับ จิตที่สูงอยู่ ข้างบนเนี้ยะ


 มันสำคัญมาก ที่ว่ามันสำคัญคือว่า 


มันเป็นจิตตัวรู้ของเรา เค้าจะนำทางเรากลับบ้าน


แต่จิตเราที่ไม่บริสุทธิ์พอเนียะ 


มันไม่สามารถสื่อกับเค้าได้ แต่ถ้า..


ความบริสุทธิ์จิต พอเราบางจากโลกท่านจะมาเลย



ม้า : จริงๆเราอาจจะเรียกว่าท่าน จริงๆก็คือตัวรู้ของเรา

 แล้วเราสามารถจะแสวงหาตัวรู้ของเราที่อยู่ข้างบนโดย

มากมายมหาศาล


ถาม   :  อยากรู้อะไร ท่านจะมาบอกเลย

 แต่ท่านจะมาบอกไกด์ให้เลย ตัวนี้เจอมากับตัว

 อ๋อมันคือตัวนี้เลย

คลายอารมณ์และก็ปล่อยวาง




ถาม   : ม้าแต่ถ้าเราตั้งใจฝึกเพื่อที่

จะไปเชื่อมข้างบนเนี้ยะมันเป็นการตั้งใจ?


ม้า : มันเป็นการตั้งใจ ความตั้งใจคือภาระ

 แต่เราต้องสร้างความรู้สึกของเรา 

ความรู้สึกกับความตั้งใจมันต่างกัน 

อารมณ์หนักเบามันต่างกัน 

 ความตั้งใจอารมณ์มันจะหนักกว่า 

ความรู้สึกมันจะเบากว่า การแบกความตั้งใจ 

กับ แบกอารมณ์มันต่างกันนะค่ะ


ถาม   : แล้วเราต้องฝึกยังงัยอะม้า


ม้า : ให้รู้สึกว่าเราไปอยู่ข้างบน 

แล้วพลังงานที่เป็นตัวรู้ของเราอะ 

มันจะรู้กันเองไม่มีเราเอี่ยวข้อง 

แต่ตัวรู้ของเราซึ่งมันเคยชินคุ้นชิน

กับพลังงานตัวนี้มันจะเชื่อมต่อกันเอง


ถาม   : แต่จริงๆมันมีหลายวิธีนะ ...มู..

 คือไม่ต้องฝึกนะ มีความเมตตา ..

มันก็ลิ้งค์กับข้างบนละ พี่..จ๊...ได้ตัวนี้ 

 น้อง..สะอาด...ไม่มีตัวนี้แต่น้อง..สะอาด..เข้าถึง

พลังงาน



ม้า : จริงๆแล้ว น้อง..สะอาด..

พื้นฐานเค้ามีเมตตา พื้นฐานเค้าบริสุทธิ์ 

แต่ถูกยัดเยียด


ถาม   : จริงๆเราไม่ต้องฝึกก็ได้ แต่หมายความว่า 

เรามีความบริสุทธ์ของจิตอะมันจะช่วยได้


ม้า : บางครั้งนะมัน ณ ปัจจุบันเนี้ยะ 


คือ พลังงาน ทำจิตให้เข้มแข็งแล้วปลดปล่อยทันที


เร็วๆนะกำลังของมันจะไม่เหมือนกัน 


กำลังของจิตอะค่ะ


ถาม   : ม้ามันเกิดได้เองหรือไม่ค่ะ ...


อย่างภาวะที่เรากึ่งกลับกึ่งตื่น..


ม้า : อ่ามันจะมีได้เอง คือ ภวังค์จิต


 แล้วช่วงภวังค์จิต มันก็ไม่ได้ต่อเนื่อง


 มันอาจเข้าไปสู่ วิถีจิต เค้าเรียกว่า


ในขณะนั้น ช่องว่างของวิถีจิต มันจะกว้างขึ้น


 ปัญญาญาณ  มันจะเกิดขึ้นได้ 


ของม้านี่เป็น ช่วงกลางคืนดึกๆ และช่วงตีสามตีสี่ 


เกิดมันจะเกิดภวังค์แล้วเข้าสู่วิถีจิต มันเข้าสู่วิปัสนา


 ในช่วงนั้นอะค่ะ อันนั้นเค้าเรียกว่า


กำลังเราโอเคแล้ว


 เกิดปัญญาญาณในช่องว่างของวิถีจิต


ถาม   : ม้าการวางจิตในการพยายามที่ปฏิบัติยังงัยม้า


ม้า : ตัวพยายามก็เป็นตัวหนึ่งที่เป็นภาระของจิต


ที่ม้าพูดอยู่เสมอต้นเสมอปลายว่า พยายาม 


มันคือคนเราเนี้ยะ มันพยายามจนกลายเป็นว่า


ตั้งใจเกินไป ชั้นต้องพยายาม ชั้นต้องพยายาม


 กลายเป็นว่าตัวพยายามอันเป็นตัวตั้งใจนะ 


พอตั้งใจปุ๊บมันก็เป็นกำลังหนัก มันก็หน่วงจิตไว้นะ




ถาม   : ม้าแต่แบบ ถ้าเราตั้งใจ

เหมือนเราวางโปรแกรมว่า

 ทำไมรีบนอนหนึ่งทุ่ม ทุกวันอย่างนี้ มันเป็น

การวางแผนหรือเป็นการตั้งใจเกินไป..


ม้า : หนึ่งวางแผน  สองทำเสมอต้นเสมอปลาย

 แล้วก็ตั้งใจ มันก็ตั้งใจ มันก็จะเป็น..

อารมณ์หนึ่งต่อเนื่องอีกอารมณ์หนึ่ง

มันเกื้อกูลกันไม่ยุ่งกันและกัน  

อารมณ์ตัวนี้เกื้อกูลอารมณ์ตัวนี้


ถาม   : แล้วแบบนี้ถือว่าดีมั้ยครับม้า?


ม้า : ไม่ดีแต่ว่า เราต้อง..แรกๆ 

ให้เราเข้าใจว่ามันมีก่อน แล้วต่อไป

เราเข้าใจละให้ใช้คำว่า รีแลค รีแลค ให้รู้สึกสบาย 

ไม่กำหนดกฏเกณฑ์อะไรมันมาก

 แรกๆมันอาจะเป็นแบบนั้นก่อน ต่อไปมันก็รู้

จิตมันคุ้นเคยมันก็รู้หน้าที่ของมันเองละ

จิตมันก็ไม่ต้องบอกอะไรมันมาก มันก็จะรู้


ถาม   : อ๋อมันเกี่ยวกับการวางจิตที่ว่า

 อาจจะตอนนั้นเราไม่สบายใจ เรามีสัจจะว่า

 พรุ่งนี้เรานั่งสมาธิปุ๊บ แต่เราไม่ได้นั่งเรารู้สึกผิด

 เราไม่อยากนั่ง แล้วเราไปนั้งม้ามันเกิดผลอะไรมั้ย 

สมมุตินะเรามีสัจจะนะ ทุ่มหนึ่งชั้นจะนั่งสมาธิ


ม้า : เราระลึกถึงสัจจะ แต่ทีนี้ 

เราจิตมันถูกคุ้นเคยแล้ว สัจจะ..

มันก็จะไม่มีความหมาย แล้วก็วางสัจจะไปได้

 แล้วจิตมันก็จะทำหน้าที่ของมันเอง 

มันเป็นเรื่องของจิต มันไม่ใช่เรื่องของเรา 

แต่ถ้าเราอึดอัด มันเป็นเรื่องของเราแล้ว


ถาม   : แล้วการนั้งสมาธิจำเป็นมั้ยค่ะม้า


ม้า : การนั่งสมาธิ จำเป็นมั้ย 

ก็คือมันจะมีตัว แต่ละคนไม่เหมือนกันนะค่ะ

 แต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนทำสมาธิ

เพื่อความสบาย เพื่อกดข่ม หรืออะไร

ก็แล้วแต่ของเค้า แต่สำหรับม้าแล้ว

 มันจะมีตัวรู้ของมันเองว่า เราจะนั่งสมาธิ

ตอนไหนเมื่อไหร่อย่างไร อย่างบางที

ตอนนี้ไม่มีเรื่องอะไรมันก็ รีแรคไปเรื่อยๆ

 พอมาวันหนึ่งกำลังของจิตเรามันกำลังมีปัญหาแล้ว

 ม้าก็จะนั่งสมาธิเพื่อเอากำลังของจิต

  แล้วก็ที่สำคัญ สมมุติว่า อย่างบางครั้ง

ที่สำคัญเราไม่มีกิเลส...

แต่เราต้องสร้างกิเลสบ้างด้วยเหตุผลก็คือ

 การสมดุลย์ อยู่กับโลกด้วย


ถาม   : หมายถึงยังงัยอะม้า


ม้า : จิตมันต้องการสมดุลย์ ถ้ามันบริสุทธิ์มากเนี้ยะ

 มันจะรู้สึกอึดอัดมันจะไปแล้ว

 มันรู้สึกไม่มีอะไรแล้ว นึกออกมั้ย..?

 จิตมันก็จะไปหาสมดุลย์บางครั้ง

มันก็ไปเสพกิเลสบ้าง


ถาม   : ม้าอย่าง..ต.. เค้าชอบฤทธิ์

 อย่างเนี้ยะค่ะม้า แล้วเค้าใช้ฤทธิ์พัฒนาได้อย่างไร


ม้า : ม้าสั่งเค้าไปแล้ว คือ..

 เรารู้ว่าตัวเองมีอะไร ม้าให้เค้าไปใข้

อยู่สองตัวคือ เมตตา กับ อุเบกขา 

คือพัฒนาฤทธิ์ของเค้าในทางเมตตา 

ให้เค้าไปใข้อยู่สองตัว เรารู้ว่าเค้ามีฤทธิ์

ต้องพัฒนาฤทธิ์ ทุกคนมีฤทธิ์ค่ะ

 ฤทธิ์ทางใจ  ก็เหมือนเค้ามีฤทธิ์เยอะ

ฝึกมาเยอะแต่ถ้าเค้าไปตามาฤทธิ์เค้า

มันก็จะเป็นปัญหาสำหรับเค้า

 แต่เค้าก็มีสติระลึกได้ว่า ฤทธิ์ที่เค้าเคยฝึกมา

เค้าไม่อยากได้แล้วตอนนี้เค้าไม่รู้จะทำอย่างไร

 แต่เราต้องให้ตัวเมตตา กับอุเบกขา ควบคุมไว้


ถาม   : ม้าครับแล้วคนที่เก่งๆอะครับ

 อย่างพี่...ป...อย่างเนี้ยะ

 แต่เค้าเอาตัวไม่เคยรอด



ม้า : พี่...ป....เค้ามีอยู่ตัวหนึ่ง

 สมบัติเค้าคือมากที่สุด คือ ความกลัว

 สองขาดตัวเมตตาเกื้อกูลผู้อื่น ถ้าเค้า..

ขาดตัวเมตตาเกื้อกูลผู้อื่นเพราะเค้ามีอีโก้

 แต่เวลาเค้าทำงานเค้าจะประกอบไปด้วยตัวตนทุกครั้ง

แล้วมันมีปัญหา เพราะเค้าเป็นคน สังคมหรือว่า

สิ่งแวดล้อมอะไรก็แล้วแต่ เค้าคลุกคลี

อยู่กับพวกพลังงานตรงนั้นเยอะมาก

 เค้าไปอยู่กับคนที่ทำของ แต่ตอนนี้

ความกลัวของเค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะว่า

คนที่เค้าเคยไปอยู่ด้วยกลายเป็นโรคมะเร็ง

ตอนนี้เค้ายิ่งกลัวมากขึ้นเพราะเค้าเห็นชัดเจนแล้ว

ว่าอ้าวเมีอก่อนคนนี้เนี้ยะพี่...ป....ไปช่วยเค้า 

แล้วคนนี้กลับมาเล่นงานเค้า พี่...ป....ก็เกิด...

ความกลัวตรงนี้ สอง เห็นอาการชัดเจนแล้วว่า 

คนนี้กลายเป็นโรคมะเร็ง แล้วการที่จะช่วยเหลือใคร

เค้ากลัวติดไปด้วย คือ ขาดตัวเมตตา

 ขาดความเกื้อกูล ขาดความเชื่อมั่น

 ขาดความรัก ใจขาดศัทธาในตัวเองเยอะมาก

 แต่สิ่งที่มีดีก็เยอะ


ถาม   : อย่างพี่...ป...มีเมตตามั้ยค่ะม้า


ม้า : มีเมตตา แต่ว่าบางครั้ง

ป้องกันตัวเองมากเกินไป

อย่างที่บอก มีเมตตานะแต่ว่าก็

ไม่อยากเปลืองตัว เหมือนจ๊ะ

 มีเมตตานะ

แต่กูไม่อยากเปลืองตัว

****************************
**********************************