จิต หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด
การทำงานของจิตใจ เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับจิตสำนึก
(consciousness) ซึ่งมีอยู่ 4 ระดับ
จิตสำนึก (conscious)
จิตใต้สำนึก (sub-conscious)
จิตไร้สำนึก (unconscious)
จิตเหนือสำนึก (supra-conscious)
1. จิตสำนึก คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมาดูโลก ถูกบันทึกไว้ในสำนึก
และมีเพียง 10% เท่านั้นที่เรา
สามารถจำได้ การทำงานของสำนึก มีกฎอยู่ 2 ข้อ คือ
1.1. กฎแห่งอิสระภาพ คือมันสามารถคิดอะไรก็ได้ อย่างอิสระ
เช่นมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน
1.2. กฎของการเลือก จิตใจสามารถเลือกสิ่งที่มันชอบได้
และจะสนใจเฉพาะสิ่งนั้น ซึ่งมันจะทำงาน
เหมือนกับตรรกะ คือมีเหตุมีผล
2. จิตใต้สำนึก มันอยู่ลึกกว่าจิตสำนึก แต่อาจจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน
ในบางครั้ง เช่นในขณะที่เรา
กำลังอาบน้ำ ผ่อนคลาย หรือขับรถอยู่บนถนนเปลี่ยวโดยลำพัง
เราอาจคิดว่า
เราเคยเห็นอะไรหรือเคยทำอะไรมาก่อน
การเปลี่ยนจิตใต้สำนึก
บางครั้งจิตใต้สำนึก สามารถทำให้เราทำในสิ่งที่จิตสำนึกไม่อยากจะทำ
บัดนี้เราได้ค้นพบว่า การฝึกสมาธิ
เป็นการขจัดความโกรธ ซึ่งได้ผลดี เป็นอย่างยิ่ง
แต่ถ้าเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น
ทำไมเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ อะไรเกิดขึ้น?
จิตสำนึก ต้องการที่จะควบคุมให้ได้
แต่สิ่งที่สะสมไว้ในจิตใต้สำนึกนั้น มันตรงกันข้าม
ดังนั้นจิตใต้สำนึกทำให้เราโมโห จิตใต้สำนึก เป็นแหล่งที่มีพลังมาก
ซึ่งมันถูกควบคุมโดยกฎ 2 ข้อ คือ
1. กฎของการยอมรับ มันจะยอมรับทุกอย่างที่เราพูด
มันเหมือนกับบ่าวที่เชื่อง ไม่เคยเถียง
2. กฎแห่งสัจจะ มันจะเก็บทุกอย่างไว้ จิตใต้สำนึกมันจะไม่คิด ไม่เถียง
ไม่ต้องมีตรรกะ (เหตุผล) แล้วมันทำอะไร มันทำงานที่ทุกอย่าง
จะถูกพิมพ์ไว้ในจิตใต้สำนึก และทำงานคล้ายบ่าวที่เชื่อง
ถ้าต้องการเปลี่ยนจิตใต้สำนึก เราต้องติดต่อกับมัน
โดยผ่านสภาวะที่ผ่อนคลายและสมาธิ เราจะเข้าไปพิมพ์ทุกสิ่งที่
คิด พูด จะถูกพิมพ์ไว้ ถ้าเราไม่เข้าใจกฎนี้
เราจะพิมพ์สิ่งที่ผิดๆ เข้าไปในจิตใต้สำนึก มีตัวอย่าง
มีชายหนุ่มคนหนึ่งเขาต้องการเป็นเศรษฐี เขาต้องการอยู่ท่ามกลางเงินสด
ต่อมาเขาได้เป็นพนักงานเก็บเงินในธนาคาร
หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร กล่าวว่าฉันต้องการเล่นกับเด็กๆ
และอยู่ร่วมกับพวกเขา
ต่อมาเธอได้เป็นครู
ทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบายที่เกี่ยวกับจิตสำนึกที่ถูกพิมพ์โดยคำพูด
และในอนาคตก็ส่งผลให้เป็นจริงขึ้นมาได้ จิตสำนึกจะไม่เข้าใจ
ภาษาที่ซับซ้อน มันคล้ายๆ กับ
แรงงานที่ไร้การศึกษา จง พูดคำง่ายๆ และเป็นไปในทางบวก
3. จิตไร้สำนึก จะอยู่ลึกกว่าจิตใต้สำนึก จะไม่แสดงออกเป็นสำนึก
แต่จะเป็นเรื่องราวของอดีตชาติ
จิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก จะควบคุมจิตสำนึก
บ่อยครั้งเรามีประสบการณ์ว่า เราต้องกระทำบางสิ่ง แต่
เราไม่สามารถทำได้ ซึ่งเกิดจากจิตใต้สำนึก ที่ดึงเรากลับ
จากการเดินไปข้างหน้า ดังเช่น บางคนไม่เคย
ตื่นตอนตี 4 แต่มีวันหนึ่งจำเป็นต้องตื่นเพื่อให้ทันรถไฟ
หรือเที่ยวบิน เขาปลุก นาฬิกา ตี 3
แต่เขากลับตื่นสาย อะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่นาฬิกาก็ปลุก แต่เขาปิดมันและนอนต่อ
นี่เป็น เพราะอิทธิพลของ จิตใต้สำนึก นั้นเอง
4. จิตเหนือสำนึก เป็นชั้นที่อยู่ลึกที่สุด ไม่มีขีดจำกัด
และมีการสร้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด
มันคล้ายๆ กับการหลับไหล ของนางฟ้าจิต เหนือสำนึก
จะไม่ถูกปลุกได้โดยง่าย
มีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่จะปลุกได้
ในขณะที่ 99% ของจิตสำนึกและจิตสลบถูกปลุกได้
มีน้อยคนที่จะปลุกจิตเหนือสำนึกได้ ดังเช่น คานธี บราห์มาบาบา
ในการฝึกสมาธิที่ลึก ๆ จนสามารถลืมร่างกายทั้งหมด ซึ่งไม่ง่าย
แต่ถ้าฝึกเป็นประจำ เราจะสามารถอยู่เหนือจิตและโลกได้
ขั้นตอนในการฝึก ถ้าเราต้องการจัดการกับสภาพจิตใจอย่างเหมาะสม
ต้องอาศัย ความเข้าใจใน 4 ขั้นตอนคือ
1. การตระหนักรู้ ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความตระหนักรู้
เราจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก
มีคำกล่าว ว่า "จับความคิดของท่านก่อน ที่มันจะกลายเป็นความรู้สึก
และจับความรู้สึกของท่านก่อนที่มันจะกลายเป็นอารมณ์"
การที่จะจับความคิดได้ ต้องมีการฝึกฝน
2. ความเข้าใจ คือการเข้าใจว่าความเป็นจริงอะไรเกิดขึ้น
เช่น ทำไมฉันต้องอิจฉาคนนั้น รู้สึกมีช่องว่าง
มีความโกรธ รู้สึกไม่ปลอดภัย ฯลฯ ถ้าเราเข้าใจ
เราสามารถเข้าไปแก้ตรงรากฐาน
3. การวิเคราะห์ ให้วิเคราะห์ว่า ทำไมฉันจึงรู้สึกในทางลบ
4. การยอมรับ เป็นการยอมรับ ที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะยอมรับสิ่งที่เป็นลบได้
ดังนั้นถ้าฉันถามบางคนว่า
เขาต้องการเปลี่ยน และจัดการกับ สภาพจิตใจ ของเขาไหม เขามักจะตอบว่า "ไม่"
ทั้งที่ความเป็นจริง เรามีความจำเป็น ที่จะต้องจัดการ กับสภาพจิตใจ ของเรา
เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์ เราจำเป็นต้อง ตระหนักรู้
เพื่อที่จะฝึกฝน ต่อไป เราจะต้องให้ ตัวเอง
ได้อยู่ใน โลกปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่ควรปล่อยตัวเอง
อยู่ในอดีต และอนาคตมากเกินไป
เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง มีคำกล่าวว่า อดีตเหมือนกับ เช็คที่ถูก ยกเลิก
และอนาคตเหมือนกับ บันทึกสัญญา ที่เอาไปเบิกเป็นเงินไม่ได้
ดังนั้นปัจจุบันคือ เงินสดที่คุณ ต้องใช้มัน อย่างฉลาด มีคำกล่าวที่สวยงามว่า
อดีตเป็นประวัติศาสตร์ อนาคตเป็นความลึกลับ และปัจจุบันเป็นของขวัญ
สิ่งสำคัญคือให้เข้าใจและรู้สึกว่า ฉันเป็นหนึ่งในโลกที่มีแนวคิดเชิงบวก
ฉันจะใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ มากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอก
เราสามารถพักจิตใจของเรา แม้นแต่การนอนหลับก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการพักผ่อน
..ที่แท้จริง
ถ้าจิตยังทำงานอยู่ เราต้องทำจิตของเราให้นิ่ง เอาใจใส่ต่อความคิด
และไม่แสดงปฏิกริยาโต้ตอบกับเหตุการณ์ที่เราเห็น สายตาของเรา
ต้องเหมือนกับ กล้องถ่ายภาพ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความคิด ต้องมีความสมดุล
เราจะรู้สึกสงบ และมีความสุขในชีวิต
ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราเอาใจใส่สังเกตดูการกระทำของจิตอย่างใกล้ชิด
เราจะเห็นได้ว่า จิตของเราทำงานอยู่ในสภาพ 8 อย่าง
อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
1. จิตดับ (ภวังคจิต) Unconscious mind ตรงกับ จิตไร้สำนึก (unconscious)
2. จิตฝัน Dreaming mind ตรงกับ จิตใต้สำนึก (subconscious)
3. จิตตื่น (วิถีจิต) Conscious mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
4. จิตลอย Drifting mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
5. จิตคิด Thinking mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
6. จิตนิ่ง Concentrating mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
7. จิตทำงาน (มโนมยิทธิ) Psychokinetic mind ตรงกับ จิตเหนือสำนึก (superconscious)
8. จิตอภิญญา Extrasensorily Perceiving mind (ESP) ตรงกับ จิตเหนือสำนึก (superconscious)
ปฏิสนธิจิต
คือการเกิดใหม่ของจิต ตามวิบากผลกรรม เป็นการเกิดใหม่ของจิต
ตามแรงผลักดัน ของกรรมที่สืบทอด ต่อจากจุติจิต ส่งไปสู่ปฏิสนธิจิต
สภาพของจิตจะดีหรือไม่จึงอยู่ที่ กระทำทางกาย วาจา และเจตนา
ที่เคยปฏิบัติมาในอดีตการเกิดดับของจิต หรือวิญญาณในแต่ละขณะจิต
ทำให้เกิดภวังคจิต คือ อารมณ์เก่าที่จิต เก็บประทับไว้ในใจ
และเกิดอาวัชชนจิต คือจิตที่รับอารมณ์ใหม่, จิตมีการเกิดดับต่อเนื่องรวดเร็วมาก
ขณะจิตแต่ละอารมณ์ มีอิทธิพลต่อจิตที่ปฏิสนธิใหม่อยู่ตลอดเวลา
และมีการสั่งสมอารมณ์เก่า ที่เกิดขึ้นไว้ในจิตจนเกิดสันดาน
คือ การรับรู้อารมณ์นั้น บ่อย
จนจิต มีความหวั่นไหว ต่อลักษณะ อารมณ์ นั้น จนเป็นลักษณะอารมณ์ ประจำตัว
การเกิดดับของจิต หรือวิญญาณ เป็นการกระทำ ที่มีแรงผลักดันจากเจตนา
ภวังคจิตจึงเป็น เหตุปัจจัย ให้เกิดจิตอารมณ์ใหม่ได้
การกระทำทั้งทางกาย และวาจา
สำเร็จ มาจากจิตเป็นใหญ่ในการบงการ การกระทำทุก รูปแบบ
จึงไปประทับสั่งสมไว้ในการรับรู้ของจิตเรียกว่า การสั่งสม
ปฏิจจสมุปปาท
ซึ่งมีความหมายว่า สภาพทั้งหลายอาศัยปัจจัยจึงเกิดขึ้น
การที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์ประกอบ 12 ข้อ คือ
เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) จึงมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
สังขาร (การปรุงแต่งอารมณ์) จึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย
วิญญาณ (การรับรู้สมบูรณ์) จึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
สฬายตนะ (การรับรู้) จึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
ผัสสะ (การสัมผัสการรับรู้) จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
เวทนา (การเสวยอารมณ์) จึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
ตัณหา (ความทยาน อยาก) จึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย
อุปาทาน (การยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์) จึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
ภพ (ภาวะ) จึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย
ชาติ (การเกิดของอารมณ์) จึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรามรณะ (การแก่ตาย) จึงมี เพราะชรามรณะเป็นปัจจัย
โสกปริเทวทุกขโทมนสสุปายาสา สมภวนติ (ความทุกข์โศกเศร้าเสียใจ)
จึงมี ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งปวงนี้จึงมีด้วยประการฉะนี้
โดย Sasaiyanan Anan เมื่อ 8 ธันวาคม 2011 เวลา 18:00 น.

ขอบคุณมากครับผม
ตอบลบ