อัปเดตบ้านใหม่

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเดินทางของ จิต


นาย จ๊ะ จื้อหยิว ได้อัพโหลดไฟล์
18 กันยายน 2013

บทสนทนาของหม่าม๊า 
เรื่อง..การเดินทางของ จิต

นี่เป็นร่องคนทุกคนก็จะมีร่องของแต่ละคน

 นี้เป็นเรื่องพื้นฐานจิตนะ 

เค้าเรียกว่า...ร่องหลบอารมณ์ คือ

คุณอยู่ตรงนี้สนุกสนานเฮฮา พอ บางที

สภาวะธรรมมันเกิดปิ้งแว๊บ คุณเข้าไปกระเพื่อม

รับสภาวะธรรมตรงนี้ปุ๊บ คุณก็เอามา

ผสมประสานกับร่องตรงนี้ 

พอคุณเข้ามาอยู่ในร่องตรงนี้ปุ๊บ 

มันก็เหมือน คุณไม่ปล่อยพลังงานตัวนี้

ให้มันกระจายไปหมดเลย

 คุณได้ปิ้งแว๊บ คุณต้องปล่อยมันซ่านออกไปเลย 

ให้มันห่อหุ้มพลังงานของจิตเรา

ให้มันซ่านไปหมดเลย 

ให้มันสร้างความแข็งแรงของจิตเรา 

สมมุติมันปิ้งๆๆๆๆๆ 

หรือว่าสภาวะธรรมตรงนี้มันสุดยอด

มันซาบซ่าน ไปหมด แล้วมันจะบางเบาบางมาก

 ทีนี้ตัวปิ้งแว๊บให้มันได้บ่อยๆๆๆๆๆๆ

 ให้มันเกิดความหนาแน่น มันจะเพิ่มความหนาแน่น

แล้วมันจะเข้าใจยิ่งยิ่งขึ้น แต่มันไม่เกิดบ่อย


ถาม : แล้วที่ม้าบอกให้จำสภาวะธรรมนี้ไว้ นะ 
เหมือนกับว่าทำเราไปยึดตรงนี้ไว้มั้ยค่ะ?

ม้า : ไม่ยึดหรอก แต่มันก็ห่อหุ้มพลังงานของเรา
 มันคล้ายๆว่าตัวมันมืดอยู่แล้ว ตัวนี้มันเป็นเหมือนปิ้งสว่างว๊าบ อย่างเนี้ยะ

ถาม : เหมือนทำให้มันชำนาญกับสภาวะเพื่อที่จะใช้เวลาในการเดินทาง

ม้า : จิตพอมันได้สภาวะตรงนี้มันสว่างว๊าบ ว๊าบ ว๊าบ ว๊าบ ว๊าบ
 มันก็จะเดินทางไปเรื่อยๆ แต่ที่นี้คนเราเนี้ยะพอได้ว๊าบปุ๊บแล้ว
เกิดสงสายนี่อะไรวะ แล้วมันก็จะลงมาร่อง ร่องมืดอีก
 สมมุติว่าคุณอยู่ในสถานที่แบบนี้ ทุกคนคุยกันสนุกสนาน 
เทาะอารมณ์กัน พออารมณ์คุณขึ้นมาจะกระเทาะแล้ว
 คุณก็หลบเข้าร่องอีก ส่วนใหญ่จะหลบเข้าร่องทุกคนมีร่อง

ถาม : อย่างสมมุติว่า ชั้นได้สภาวะธรรมตรงนี้แล้วนะ
 แต่ว่าคือคุณได้แค่ ณ วันนี้ คือว่าถ้าคุณไม่จำอารมณ์ตรงนี้ 
สภาวะมันก็จะเปลี่ยนมั้ยค่ะ

ม้า : แต่ว่ามันไม่เปลี่ยนหรอกมันก็จะมีอยู่ในจิต 
ทุกสภาวะจะถูกจิต memory ไว้แล้ว แต่มันไม่ได้บ่อย
 ถ้าได้สภาวะตรงนี้บ่อยๆจิตมันจะมีกำลัง 

ถาม : เหมือนกับว่าคุณได้สภาวะหลุดพ้น ใช่ว่าคุณจะหลุดพัน

ม้า : ใช่ว่าคุณจะหลุดพ้น แต่กำลังของมันไม่มากพอ
ที่จะตัดกิเลสที่กลบร่อง มันมีร่องอยู่แล้ว
 ถ้าคุณละลายร่องนี้ได้คุณจะเป็นอิสระ ถ้าคุณละลายร่องนี้ไม่ได้
คุณก็จะไม่อิสระ คนเราเนี่ยะ พอไปอยู่ในสังคม
ก็ไม่กล้าที่จะแสดงออก ก็แอบอยู่ในร่องนี้ แอบลึก 
แอบตื้น แอบเบา หลบอารมณ์กลัวมันจะพุ่งออกมา
 ถ้าคุณไม่มีร่องนี้เลยจิตวิญญาณของคุณก็จะอิสระ 
ตลอดเวลา เมื่ออิสระอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะเป็นอิสระ
 บางครั้งไม่จำเป็นที่จะต้องมีตัวปิ้งแว๊บมากเท่าไหร่ก็ได้ 
แต่ เค้าพร้อมที่จะเปิดออกไปอยู่แล้ว
 เปิดออกจากธาตุสี่ ขันธ์ห้า อยู่แล้ว เค้าพร้อมและเค้าเดินทาง
ไปตลอดจนเป็นธรรมชาติแล้ว 

ถาม : คำว่ากำลังเดินทางนี้หมายถึงว่า คือตัวนี้มั้ยอะค่ะ? 
คือข้างในกำลังเดินทาง

ม้า : นี่คือพลังงาน หรือจิตวิญญาณ มันพยายาม
ที่จะออกจากธาตุสี่ ขันธ์ห้าอยู่แล้ว แต่ทีนี้เรา
ไม่ค่อยให้มันออกจากธาตุสี่ ขันธ์ห้า แล้วพยายามเข้ามาตัวนี้ 
ลำดับแรกไปอินตรงนี้ก่อนสมอง สมองก็จะดึงเข้ามาตรงนี้เสมอ
 ขึ้นมาร่องนี้ที่เราสร้างขึ้นมา ไอ้ตัวนี้ยิ่งลึกยิ่งหนัก 
แต่คุณควรจะปลดปล่อยให้มันอิสระ คุณไม่ควรจะหลบ
 ถ้าคุณปกป้องตัวคุณเท่าไหร่ร่องอารมณ์ตรงนี้
มันก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นหนาแน่นมาก 
กำลังของพลังด้านลบ แล้วคุณจะไม่มีวันพบ
ความเป็นอิสระของจิตวิญญาณคุณได้ เมื่อคุณ
พบความเป็นอิสระของจิตวิญญาณของคุณได้ คุณก็เข้าใจ
ว่ามันเป็นเช่นนี้ แล้วคุณก็จะพยายามที่จะอยู่
กับความเป็นเช่นนี้ของคุณไปเรื่อยๆ พอเราเข้าใจ
 มันเข้าไปที่ใจ ใจรับปุ๊บ มันจะบาน เข้าใจ เข้าใจปุ๊บ
 มันเข้าไปที่ใจ ปุ๊บมันก็จะบาน คำว่าเข้าใจเนี้ยะ
 ต้องเข้าใจไปถึงจิตวิญญาณจริง 
จริงๆคำว่าเข้าใจเนี้ยะ...
 เราหรือทุกคนคิดว่ามันเข้าไปในหัวใจหรือว่าอย่างไร ..?
มันเข้าไปถึงพลังงานของ หรือจะเรียกพลังงาน 
หรือเรียกว่าใจ หรือเรียกว่าจิตวิญญาณ จะเรียกอะไร
ก็ตามแต่ มันก็ถือว่ามันได้เข้าไปกระเพื่อม
พลังตัวภายในกระเพื่อม รับสภาวะอารมณ์ของ
ความเป็นธรรมชาติหรืออิสระ ธรรมชาติเป็นความอิสระ
 อย่างไปเกาะไปเกี่ยวอารณ์นี้ไว้ให้กำลังของมันมีโอกาส
เดินทางไปเรื่อยๆๆๆๆ แล้วมันจะเป็นธรรมชาติมาก 
มันจะไม่รู้สึกว่า ความแข็งแกร่งของความเป็นอิสระ 
ในจิตวิญญาณ เนี้ยะ มันจะไม่รู้สึกหาอะไรมาปิดบังมันเลย 
เพราะมันชิมรสชาติของความเป็นอิสระแล้วมันเบาสบายแล้ว
 มันไม่อยากเอาอะไรมากลบมาบัง ไม่อยากเข้าไปสู่ร่อง 
ร่องมันก็จะพยายามที่จะค่อยๆเจือจางแล้วก็หายไป

ถาม : แล้วบางทีเหมือนมีความรู้สึกว่า
มันหมุนขึ้นข้างบนตลอดเวลาเลยค่ะม้า

ม้า : การขึ้นข้างบนหมายความว่าถูกต้องแล้ว
 มันอิสระแล้วมันรู้แล้วว่ารูใหญ่อยู่ข้างบน
 ชั้นจะไปหาแล้วมันก็ออกจากรู้นี้มันจะไปหาที่ใหญ่ขึ้นนี่และ
 พอมันไปหาสิ่งที่ใหญ่ขึ้นไม่มีขอบไม่มีเขต 
มันก็ปล่อยมันอิสระเลย นั่นแหละถูกต้อง ทีนี้
การอิสระ ชินอยู่ข้างบนที่มันอิสระมันโปร่งโล่งแล้ว 
ทีนี้ตัวนั้นมันมีกำลังแล้ว ตัวที่มันอยู่ข้างในมันก็จะเป็นอิสระอีก
 สมมุติว่าคุณเคยเป็นอิสระแล้ว เหมือนกับเรากินอาหาร
ที่รสชาตินี้มันใช่แล้วเนี้ยะ จิตมันก็จะจำรสชาตินี้แล้ว
 แล้วก็รสชาติตัวนี้มันอยู่ตรงไหนมันก็จะขึ้นไปเสพ
 พลังของจิตมันก็จะขึ้นไปเสพความอิสระข้างบน 
เมื่อเสพเรื่อยๆๆๆๆมันก็จะอยู่กับโลกนี้
โดยที่ว่าไม่เสพอารมณ์โลก 

ถาม : เหมือนมีความรู้สึกว่าข้างในมันปั่นๆขึ้น
ตลอดเวลาค่ะม้า?

ม้า : อ๋อ นั่นแหละ ให้มันขึ้น ขึ้นไปเสพความเป็นธรรมชาติ
 มันเสพจนคุ้นแล้ว มันบอกมันไม่ต้องขึ้นมันก็เสพ
ได้อยู่ทุกขณะ คือการเชื่อมต่อโดยออโต้ เป็นปกติ 
โดยธรรมชาติ กูจะอยู่ที่ไหนก็รู้สึกที่บนที่ล่าง
 ที่ต่ำที่สูง ไม่ต่างกัน ทีนี้จะรู้แล้วเพราะมันมีกำลัง
ของความหนาแน่น ความเป็นอิสระแล้ว 
เพราะทุกคนมันจะติดตรงร่อง
 อายเค้าวะ มันก็จะไปติดตรงร่อง
 คืออายก็อายได้ แต่พยายามให้มันละลาย..
อารมณ์ของความอาย ความรู้สึกของความอาย
 ให้มันละลายออกไปอย่าเอาไปกลบที่ร่อง
 เนี้ยะจิตโผล่ออกจากร่องแล้ว สบาย ๆ แล้ว
 เดี๋ยวแสดงออกแล้วมันไม่ดี ปุ๊บหลบเข้าไปอีก 
..ไปลงร่องเมือนเดิม

ถาม : อย่างบางคนบอกชั้นเห็นคนนี้แสดงออก
อย่างนี้ชั้นอยากทำบ้างแต่ชั้นไม่กล้า

ม้า : ไม่ได้เพราะว่าความคุ้นของจิตยังไม่ได้ 
คือมันจะมีความอยากคอยกั้นอยู่

ถาม : อ๋อ คืออยากที่จะเป็นเหมือนคนนั้น 

ม้า : คืออยากที่จะเป็นเหมือนคนนั้น แต่ว่า 
ตัวเองจิตยังไม่คุ้นไม่ได้ 

ถาม : งั้นการแสดงออกก็จะไม่เป็นธรรมชาติ

ม้า : ไม่ธรรมชาติด้วยเหตุผล ธรรมชาติบังคับไม่ได้
 ธรรมชาติมันเป็นของมันอย่างงั้น แต่เรา
จะไปทำให้มันผิดกฏธรรมชาติไม่ได้ 
อารมณ์ที่ดีที่สุดก็คือ ให้รู้สึกอยู่เสมอต้นเสมอปลาย
ว่ามันไม่มีอะไร ให้รู้สึกถึงคำว่า “มันไม่มีอะไร”
 ตลอดเวลาเนี้ยะ มันก็จะชินอยู่กับคำว่า 
มันไม่มีอะไร 
แต่คนเราเนี้ยะมันทนไม่ได้กับการไม่มี
 แต่ส่วนใหญ่พอมันไม่มีมันก็แสวงหา ร่ำร้อง
 เดือดร้อน ไม่อย่างงั้นก็ป้องกัน มันมีสารพัด
หลากหลายอารมณ์ที่ทำให้เราต้องมานั่งรื้อ 
..รื้อข้อมูลของจิตออก

ถาม : แล้วการเดินทางของจิตแต่ละคน
เหมือนกันมั้ยค่ะม้า หรือ
การขึ้นข้างบนเหมือนกันมั้ยอะค่ะ?

ม้า : ส่วนใหญ่จะน้อยมาก ที่จะออกจากกาย
 ธาตุสี่ ขันธ์ห้า เพราะมันความเคยชินของคนเรา
จะออกจากกาย ยากมาก คือด้วยเหตุผล มีอารมณ์ ยึดมั่นถือมั่น อารมณ์ที่ยึดมาตั้งแต่เกิด มันยากมากที่จะปล่อย ให้แยกออกจากกาย เราต้องเข้าใจว่า
นี่มันไม่มีอะไรเลยธาตุสี่ นี่มันก็มาจากธรรมชาติ 
แล้วธรรมชาติแค่นี้ทิ้งไม่ได้หรือแล้ว..
ไปเอาธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่กว่า 

ถาม : ส่วนมากคนเค้าก็จะไม่ทิ้งกัน
 แต่ว่าคนที่แยกได้ หรือ กำลังเดินทางขึ้นไปข้างบน เหมือนกันหมดมั้ย?

ม๊า : คือจริงๆแล้ว คนโบราณเค้าก็สอน
 กราบพระก่อนนอน เผื่อตายจะได้ไปถึงพระ
 กราบพ่อกราบแม่ แล้วก็คนเราสอนอีกขั้น
ก็คือว่า การที่มีเทวดาอยู่เหนือหัว
ให้ระลึกให้เหนือหัวไป ไม่ยึดกาย 
จริงๆการสอนมันมีแต่เดิมอยู่แล้ว 
แต่คนเราไม่เข้าใจ และไม่พัฒนา
ในการเอาคำสอนนั้นมาพัฒนาอีก

ถาม : เหมือนกับที่ม้าบอกตลอดเวลาว่า ให้ขึ้นข้างบน ให้ขึ้นข้างบน 

ม้า : ให้ขึ้นข้างบนก็หมายความว่า 
เราจะได้แยกกาย แยกจิตออกจากกัน 
ให้จิตของเราเป็นอิสระ คือจริงๆการปฏิบัติ
คือการพัฒนาจิตวิญญาณ ให้หลุดพ้น 
ให้หลุดพ้นจากกาย ที่มีธาตุทั้งสี่ เมื่อพ้นจาก
ธาตุทั้งสี่แล้ว 
ให้เราเห็นธาตุสี่ก่อนว่าแค่นี้มันขี้ประติ๋ว 
ร่างกายของเราเนี้ยะ สุดท้าย ลมไป ไฟดับ
 ทุกอย่างคืนให้ธรรมชาติหมด ใช่มั้ย 
เหลือแต่ดินก็ไปเผาที่ป่าช้า น้ำก็ละลายออกมาหมด 
น้ำเลือดน้ำหนองน้ำดี น้ำมูก น้ำสเลด น้ำสารพัด 
พวกนี้เป็นธาตุน้ำ ผม ขน หนัง ลำใส้ กระดูก
 พวกนี้เป็นดินหมด ลม พอลมมันไป ไฟมันก็ดับ
 พอหมดลมแล้วร่างกายไม่มีที่ให้ความอบอุ่น
 ร่างกายมันก็จะเน่า ไฟนี้มีสองอย่าง 
ไฟร้อน กับ ไฟเย็น
 ลมเบื้องสูง ลมเบื้องต่ำ ลมไปไฟดับ
 เหลือ ดินกับน้ำ 
ทิ้งไว้เรื่อยๆ น้ำก็จะไหลออก บางคนธาตุไฟแตก ปุ๊บ..
 หมายความว่า คนที่ตายด้วยธาตุไฟแตกเนี้ยะ 
จะแรงมาก เป็นคนที่เป็นคนโทสะรุ่นแรงมาก
 เพราะว่าไฟมันสูงมันระเบิดแตกปุ๊บมันทะลุ
เอาน้ำเอาดิน เอาอะไรพังออกมาหมด

ถาม : ม้าพูดถึงธาตุสี่ สมมุติคนที่มีธาตุไฟมาก แสดงว่าคนคนนั้นเป็นคนใจร้อนหรือปล่าวค่ะ 

ม้า : เหตุผลก็คือ ธาตุไฟเนี้ยะ เป็นคนร้อน เป็นโทสะ ออกด้านนิสัย โมโหฉุนเฉียว แล้วอคติรุนแรง หมายความว่าธาตุไฟเป็นที่ตั้ง ไฟร้อน ไฟเย็น 
น้ำแข็งนี่ก็เป็นไฟนะ ถ้าไฟเย็นหมายความว่าเราจะออกกำลังหน่อยให้ลมเนี้ยะไปตีไฟ นึกถึงเราก่อไฟถ่านเราใช้ลมไปพัดให้ไฟมันลุกขึ้นมา

ถาม : อย่างไฟเย็นคือคนอารมณ์ร้อนเหมือนกัน 
ใช่มั้ยค่ะ?

ม้า : อารมณ์ร้อนเหมือนกันมันก็สุกใหม้เหมือนกัน เวลาที่เราจับน้ำแข็ง มันจะร้อนมั้ย 

ถาม : สมมุติว่าธาตุสี่ในตัวคนเราไม่สมดุลกัน 
แต่ว่าถ้าพูดถึงเรื่องพลังงานอย่างนี้อะค่ะ 
ถ้าคนที่มีธาตุไฟเยอะ ธาตุลมเยอะ ธาตุดินเยอะ ธาตุน้ำเยอะ มันเกี่ยวกับทางด้านอารมณ์มั้ยค่ะ?

ม้า : มันมีผลต่ออารมณ์ อารมณ์มีผลต่อกาย
 คือจิตเป็นนาม กายเป็นรูป เสียงเป็นรูป
 เสียงมันก็บ่งบอกถึงอารมณ์ ทีนี้ลมก็เป็นรูป
มันเกิดจากนามก่อน นามรุนแรงเสียงก็จะรุนแรง
 สมมุติจิตนี้เป็นนามใช่มั้ย จิตมีโทสะคลื่นของพลังงาน
ก็จะไปกระแทกรูปเสียงออกเป็น รูปแบบและโทสะ
 เวลาเราพูดออกไปปุ๊บ จะประกอบด้วย 
ความสร้างตัวตน ฉันเหนือกว่ามันฉันจะข่มเหงมัน
 มันเป็นขณะๆๆ จะประกอบกัน ขณะนี้มันรวดเร็วมาก 
มันส่งผลต่อกายหบาบมนุษย์ ธาตุไฟสูง
มันก็จะเผาผลาญแรงมาก ถ้าธาตุไฟอ่อน
คุณทานอาหารเข้าไปมันไม่ย่อยมันไม่เผาผลาญ
มันไม่อบอุ่น มันก็จะนอนไม่หลับ 
การนอนเนี้ยะไฟมันจะทำงานได้ดีมาก 
ถ้าอากกาศนั้นอยู่ในห้องที่สม่ำเสมอ เราจะหลับสบาย
 เพราะว่าธาตุนั้นอยู่ในห้องที่อากาศสมดุล 
ถ้าเรานอนแบบ อากาศหนาว อากาศร้อน 
อากาศเย็น
 มันจะรู้สึกว่านอนไม่อิ่มนอนไม่เต็ม แล้วอย่างกับเรา
อยู่ในกรุงเทพ กับต่างจังหวัดจะต่างกัน 
อยู่ต่างจังหวัดบรรยากาศ มันไม่มีภาวะของมลภาวะ
 มันไม่มีมลภาวะของอารมณ์มนุษย์ มันไม่มีมลภาวะ
ของสารพิษ ไฟจากเครื่องใช้ไม้สอย แค่คุณหลับไป
สองชั่วโมงเหมือนคุณหลับไปอิ่มมาก
 เพราะมันบริสุทธิ์งาย 
เพราะความบริสุทธิ์ของธาตุที่เราอยู่
ในบ้านนอกเนี้ยะตื่นมาสดชื่น

ถาม : แล้วอย่างนี้ทุกคนต้องปรับธาตุให้มันสมดุลมั้ยค่ะ?

ม้า : คือเราอยู่กรุงเทพ เรากินอาหาร
ของคนกรุงเทพตลอดใช่มั้ย ทีนี้ปีหนึ่งเราต้อง
กินอาหารตามถิ่นกำเนิดของเราบ้าง
 เค้าเรียกว่าปรับธาตุ
 สมมุติว่าเราเกิดที่เชียงราย ปีหนึ่งเราต้องกินบ้าง
 เพราะว่าอาหารพวกนี้มันจะไป
กระตุ้นธาตุเดิมของเรา 
หมายความว่า อาหารแต่ละถิ่นกำเนิด
เคยกินอะไร
 ปีหนึ่งควรกินบ้าง มันจะไปกระตุ้นธาตุเดิมกลับมา
ฟื้นฟูแข็งแรง ให้สมดุลมากขึ้น
 เพราะร่างกายของคนเรา
ชินกับธาตุนี้มาตั้งแต่เกิด แต่อยู่ๆมันขาดไป
 มันต้องการซ่อมแซมหมือนกัน
 อย่างคนที่เกิดในเมืองไทย
กินข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า แล้วไปอยู่ต่างประเทศ
 กินแต่ขนมปังเนี้ยะ ธาตุบางส่วนที่มันขาดหายไป
มันก็ต้องการเติมเต็มเหมือนกันนะ
 บางทีเหตุผล
มันมีอีกตัวหนึ่งก็คือสัญชาตญาณในการเสพ
ของร่างกายมันเสพตัวนี้แล้วต่อมาสร้างตัวนี้ไปกลบ 
โอ้ย..แบบนี้ชั้นกินไม่ได้ ชั้นไม่เคยชั้นไม่กิน 
จริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างที่
คุณเอาความไม่เป็นธรรมชาติ
ไปกลบและปรุงแต่งมัน เพราะว่าธรรมชาติในร่างกาย
มันคุ้นชินกับสิ่งนั้นแล้ว มันก็จะหาสิ่งที่คุ้นชิน
มันจะเสริมซึ่งกันและกันในตัว ทั้งจิตและกาย 
กายก็เสริมจิต จิตก็เสริมกาย 
อย่างคนที่อยู่ทะเลเนี้ยะ 
แล้วไม่ได้อยู่ทะเล แล้วก็ไปอยู่ที่
ไม่มีอาหารทะเลเลย
มันก็จะขาดสมดุลเหมือนกัน มันต้องเสริม
 ธาตุนะสำคัญ
 ธาตุไม่สมดุลจิตก็เป็นทุกข์ จิตไม่สมดุล
กายก็เป็นทุกข์ 
จิตก็หาเรื่องให้กายนี้ไปแบกภาระอยู่เรื่อย 
จิตเนี้ยะ
ไปแสวงหาอะไรต่อมิอะไร 
จิตเนี้ยะเป็นธาตุของสมองก่อน 
อย่าให้จิตเป็นธาตุของสมอง 
อย่าเอาสมองเป็นฝ่ายนำ
 จิตจะมีสัมปะชัญะอยู่ตลอดเวลา 
เพราะมันอยู่กับกาย
 เพราะว่าจิตจะมีสัมปะชัญญะ เหตุผลสมองมันมีน้อยกว่ากาย
 สัมปชัญญะ มันอยู่ส่วนกาย

***************
**************************

1 ความคิดเห็น: