เริ่มที่โรคอันเกิดจากการนั่งสมาธิก่อน
โรคแรก มีชื่อว่า
โรค ปัสสะตึก
(ชื่อนี้มีอยู่ในบันทึกของหมออินเทวดา-ยังไม่พบในต าราหรือคัมภีร์อื่นๆ)
อาการโรค เกิดที่ระบบก้านสมอง เนื้อสมองบางส่วนถูกทำลาย
อันเกิดจากฟองแก้ส อภิญญา
อาการที่ปรากฏ
-ปวดปัสสาวะอุจาระ รุมๆอยู่เสมอ แต่ถ่ายไม่ออก
ถ่ายยากถ่ายเย็น ร าคาญ เป็นกังวล ทรมานใจ
-มีอาการเอ๋อๆ ทรงกาย ควบคุมมือเท้าไม่ค่อยได้
(สังเกตุ ครูบาอาจารย์เกจิผู้เฒ่าสูงอายุ เป็นกันเกือบทุก
องค์ (ยกเว้นบางท่านที่รู้วิธีแก้)
-พูดล าบาก ท้ายสุดจะไม่พูด นั่งยิ้มอย่างเดียว
โรคปัสสะตึกเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ใครเคยนั่งสมาธิได้อยู่มาวันหนึ่งอารมณ์ และอื่นๆประจวบเหมาะ
ดิ่งวูปลงไป แล้วให้มีเสียงดัง มีคนเรียก ถูกเขย่าตัว
หรือตกใจไปกับการดิ่งลงไปนั้น
ไม่เหตุใดก็แล้วแต่ ทำให้สติคืนตัวอย่างรวดเร็ว
มีการขยับกายทันที จะรู้สึกหัวใจเต้นเร็วแรง
บางคนถึงเหนื่อยหอบ
ทุกคนในยุคปัจจุบันรู้ว่า กายเรานี้อาศัยสมองสั่งงาน
สมองทำงานได้ต้องมีอาหารและออกซิเจนหล่อเลี้ยง
ขณะอยู่ในสมาธิ การท างานของกาย สมองจะน้อยลง
ปริมาณการใช้ อ็อกซิเยนก็น้อยลง
ยิ่งถ้าอยู่ในระดับฌาน ขบวนการสันดาปในสมอง
จะน้อยลงยิ่งกว่าน้อย เมื่อมีการขยับร่าง
ไม่ว่าจะเกิดจากสมองสั่งงานหรือเป็นโดยอัตโนมัติ
แต่สุดท้ายสมองต้องรับรู้การสั่งงานนั้นๆ อาหารสมอง
จะถูกลำเลียงผ่านเส้นเลือดเล็กๆเข้าสู่สมองทันที
ซึ่งรวมถึงอ็อกซิเยนด้วย
เส้นเลือดเหล่านี้เล็กมาก
เม็ดโลหิตแดงแทบจะเข้าแถวเรียงเดี่ยว
ในระดับฌาน ผู้มีพลังจิตสูงธาตุลม (สุมนาวาตะ)
จะถูกคุมด้วยพลังจิต
จะเกิดฟองแก๊สเล็กๆอันเกิดจากอำนาจอภิญญา
แทรกอยู่ตามน้ำเลือด
เมื่อมีการขยับตัวแม้แต่เพียงเล็กน้อย ฟองแก๊สเหล่านี้
จะไปฝางกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
ท าให้เนื้อสมองตายเป็นจุดๆเล็กๆ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ
ครั้นนานเข้า เนื้อสมองที่ตายก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
อาการดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้นๆ
ผู้ที่ยังหนุ่มแน่นอยู่ ธาตุไฟดี ธาตุไฟสามารถขับเคลื่อนธาตุลมได้
อาการดังกล่าวจึงปรากฏน้อย และ ร่างกายรักษาซ่อมตัวเองได้
แต่ในผู้สูงอายุ ธาตุไฟลดลงเรื่อยๆ แต่ธาตุลมกลับเพิ่มขึ้น
การซ่อมแซมจึงน้อยกว่าการท าลาย อาการจึงเพิ่ม
มากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมอาการจึงเริ่มจากก้านสมอง
เพราะมีเส้นลมปราณ อิทา ปิงคลา วิ่งเข้าไปที่สมอง
อิทาเลี้ยงสมอง ปิงคลา จะมุดเข้าที่ก าด้น(จุดนิ่มๆที่ฐานกระโหลกหลังคอ)
ผ่านตาที่สาม ไปที่หน้าผาก(ท่อของตาที่สาม)
ดังนั้น ฟองแก๊สอภิญญาจึงกระทบถูก แกนสมองโดยตรง
แกนสมองคือศูนย์กลางควบคุมการเห็น การรับรส
การได้กลิ่น การได้ยิน การสัมผัสและทรงตัว
เมื่อเกิดการศูนย์เสียที่ก้านสมองมากเข้า
อาการทางกายก็จะค่อนๆปรากฏให้เห็น
แล้วผู้ฝึกสมาธิไม่รู้หรือ ว่าการขยับตัวเร็วเป็นโทษ?
รู้นะรู้แต่ด้วยความประมาท ความเคยชิน
ตั้งแต่อายุยังน้อย ธาตุไฟดีช่วงนี้พอขยับได้ ไม่มีโทษให้เห็น
เมื่อสูงอายุขึ้น สมาธิยิ่งลึกล้ำ ไฟธาตุไม่สมบูรณ์
อาการดังกล่าวเกิดง่ายมาก
แล้วไม่มีทางแก้และรักษาหรือ ?
มีพระพุทธองค์บรมครูของเราท่านสั่งสอนวิธีแก้ไว้แล้ว
แต่พวกเราประมาท และไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านซ่อนไว้เบื้องหลังคำสอน
สิ่งนั้นก็คือ กายานุสติกรรมฐาน ประกอบพร้อมด้วย
"อาณาปราณสติ "จะแก้อาการโรคนี้ได้ทั้งหมด
ก่อนออกจากสมาธิท่านให้กำหนด อาณาปราณสติ ให้ทั่วพร้อมร่างกาย
โดยกำหนด เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ
ตัวอย่าง ลมหายใจ + กายานุสติที่เกสา = ส่งเลือดลมไปเลี้ยงสมอง ฯลฯ
ก่อนขยับตัว) เพียงเท่านี้อาการโรคก็จะถูกระงับ
พวกที่ฝึกพลัง ก็เช่นกัน เมื่อการฝึกไปกระตุ้นถูกจักระ ๑.พลังกุลฑาลินี
ถูกกระตุ้นขึ้น พลังนี้จะวิ่งขึ้นเข้าสู่ก้านสมอง
ถ้าพลังถูกควบคุมถูกจังหวะ จำนวนพอดีตาที่สามจะถูกเปิด
แต่ถ้ามากเกิน หรือมีสิ่งมาขวางกัน
ท่อปิงคลา(ท่อตาที่สาม) จะปวดในหัวลึกๆร้อนรุ่ม
อยู่ในหัวอยากเอาหัวไปแช่น้ าถ้ามากขึ้นไปอีก เนื้อสมอง
จะถูกเผาจนไหม้เกรียมเนื้อก้านสมองจะถูกทำลาย
อาการต่างๆก็จะปรากฏขึ้น กุลฑาลินีต้องขึ้นมารวมกับ
จักร 6,7 ก่อน ตาที่สามจึงจะเริ่มทำงานไม่งั้นพลังไม่พอที่จะเปิดตาได้
น่าสนใจนะครับ ไม่ค่อยมีใครนึกถึง ขอบคุณมากครับผม
ตอบลบ