มารู้จัก ปราณ (พลังชีวิต)
พลังชีวิตอยู่ภายในร่างกายมนุษย์และสัตว์
ในทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจวัดได้
ด้วยการวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายมนุษย์
และสามารถถ่ายและแปลงค่าความ ถี่
ออกมาในรูปภาพได้
ที่เรียกว่า “ออร่า” (Aura)หรือพลังชีวิต
หรือพลังคลื่นแม่เหล็กของสิ่งมีชีวิตก็ได้
พลังเหล่านี้ เป็นสิ่งธรรมดาของร่างกาย
ที่ร่างกายมนุษย์จะเผาผลาญอาหารแล้ว
เกิดพลังงานขึ้นหรือมีกระแสประสาทสื่อ สาร
ภายในร่างกายขึ้น หรือมีระบบพลังงาน
ในร่างกายของมนุษย์
ซึ่งอยู่อย่างไม่ใช่แบบสุ่ม แต่มีระบบ
อย่างสมดุลมีรูปแบบ
ที่สามารถอธิบายได้ในรูปแบบต่างๆ
ทำให้สามารถคาด การณ์และพยากรณ์ได้ว่า
ร่างกายมีสภาวะอย่างไร โดยพิจารณาจาก
ความสัมพันธ์ของออร่าและสิ่งที่เกิดขึ้น
ในแง่สถิติพลังเหล่า นี้ควบคุมสมดุลต่างๆ
ในร่างกาย
สัมพันธ์กับการทำงานของร่างกายทั้งในเชิงสารเคมี
และในเชิงชีวภาพ ทำให้สามารถฝึก
เพื่อควรคุมและปรับสภาวะร่างกายได้
29 พฤศจิกายน 2013
เวลา 21:23 น.( นาย จ๊ะ จื้อหยิว)
· วิธีฝึกโคจรลมปราณ
การ ฝึกลมปราณไม่ใช่การจดจำท่าแล้วทำตามแต่ภายนอกเท่านั้น
แต่ที่สำคัญที่สุดจิต
ของผู้ฝึกต้องมีการฝึกด้วย
จิตต้องเป็นส่วนที่ควบคุมลมปราณแล้ว
ให้ลมปราณนำทางร่างกายไป
จิตเฝ้าระวังมีสติประคองตลอดปรับสภาวะของตนตามธรรมชาติ รักษาสมดุลธรรมชาติในตน
แล้วคู่ปะทะที่ขาดการดูแลสมดุลธรรมชาติ
จะถึงแก่การพ่ายแพ้เอง การฝึกลมปราณที่ดีเมื่อได้ปลุกลมปราณแล้ว ทะลวงลมปราณแล้ว
ขั้นต่อไปคือการฝึกโคจรลมปราณควรทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะการโคจรลมปราณช่วยชำระล้างภายในร่างกายของเรา
ให้บริสุทธิ์
สุขภาพของผู้ฝึกจะดีขึ้นมากการฝึกโคจรลมปราณ
มักใช้ควบคู่กับท่าร่ายรำต่างๆอย่างสอดคล้อง
ต่อเนื่องกลมกลืน
ดุจการร่ายรำ
มีวิธีฝึกดังนี้
พื้นฐานก่อนเข้าสู่การฝึกโคจรลมปราณ
กำลังภายใน
เป็น พลังชีวิตอยู่ภายในร่างกายมนุษย์และสัตว์
ในทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจวัดได้
ด้วยการวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายมนุษย์
และสามารถถ่ายและแปลงค่าความ ถี่ออกมาในรูปภาพได้
ที่เรียกว่า “ออร่า” (Aura)หรือพลังชีวิต
หรือพลังคลื่นแม่เหล็กของสิ่งมีชีวิตก็ได้พลังเหล่านี้
เป็นสิ่งธรรมดาของร่างกาย
ที่ร่างกายมนุษย์
จะเผาผลาญอาหารแล้วเกิดพลังงานขึ้นหรือมีกระแสประสาทสื่อ สารภายในร่างกายขึ้น
หรือมีระบบพลังงานในร่างกายของมนุษย์ซึ่งอยู่อย่างไม่ใช่แบบสุ่ม แต่มีระบบอย่างสมดุลมีรูปแบบที่สามารถอธิบายได้ในรูปแบบต่างๆทำให้สามารถคาด
การณ์และพยากรณ์ได้ว่าร่างกายมีสภาวะอย่างไร โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ของออร่าและสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่สถิติพลังเหล่า
นี้ควบคุมสมดุลต่างๆ ในร่างกาย สัมพันธ์กับการทำงานของร่างกายทั้งในเชิงสารเคมีและในเชิงชีวภาพ
ทำให้สามารถฝึกเพื่อควรคุมและปรับสภาวะร่างกายได้
กำลังภายนอก
เป็น พลังชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายมนุษย์และสัตว์
อุปมาเหมือนน้ำในร่างกายของสิ่งมี
ชีวิต
ย่อมระเหยออกสู่ภายนอก และน้ำภายนอกนั้น
ก็มีประโยชน์ต่อภายในของสิ่งมีชีวิต
พลังชีวิตภายนอกสิ่งมีชีวิตนี้สิ่งมีชีวิตสามารถนำมาใช้
ให้เกิดประโยชน์ต่อ
ร่างกายได้
โดยหาได้จากแหล่งต่างๆและ
นำมาใช้ในลักษณะที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างแหล่งพลังชีวิตภายนอกร่างกายประเภทต่างๆ
๑) ลมปราณฟ้า-ดิน
คือลมปราณภายนอกร่างกาย จากฟ้าและดิน
๒) ลมปราณหยิน-หยาง
คือ ลมปราณภายนอกร่างกาย
จากหญิงและชาย
๓) ลมปราณอิม-เอี๊ยง
คือ ลมปราณภายนอกร่างกายจากการตายและการเกิด
๔) ลมปราณจักรวาล
คือลมปราณภายนอกร่างกาย จากจักรวาลทุกชนิด
๕) ลมปราณอาทิตย์-จันทร์
คือ ลมปราณจากดวงอาทิตย์ยามเช้า, จันทร์เต็มดวง
๖) ลมปราณอื่นๆ
เช่น ลมปราณจากต้นไม้, ลมปราณจากไฟ ฯลฯ
ความสัมพันธ์ระหว่างลมปราณ
ภายในและภายนอก
การ ฝึกลมปราณจะเริ่มจากกำลังภายในก่อนจากนั้นจึงทะลวงลมปราณจากภายในออกภายนอก แล้วจึงประสานลมปราณภายนอกและในเป็นหนึ่งเดียวกันหลอมรวมเราและสรรพสิ่งเป็น หนึ่งเดียวกัน
นั่นคือขั้นสูงสุดของการฝึกลมปราณซึ่งจะต้องเปิดจิตเปิดใจ เปิดทวารร่างกาย ในการเปิดรับและถ่ายออกหมุนเวียนลมปราณภายในและภายนอกเพื่อปรับให้ร่างกาย
ให้สมดุล ซึ่งการฝึกมีหลายขั้นจำต้องศึกษาให้ถูกต้องเป็นขั้นๆ ไป
แหล่งกำลังภายในจากจักระทั้งเจ็ด
(แหล่งสะสมพลังวัตร)
จักระทั้งเจ็ดเป็นแหล่งพลังวัตรที่สำคัญในร่างกาย
และแหล่งสะสมพลังวัตรต่างๆ ดังนี้
๑) จักระที่หนึ่ง (บริเวณ ก้นกบ)
เป็นแหล่งพลังกุณฑาริณี จะตื่นเมื่อกรณีเกี่ยวกับชีวิต
เช่นตกใจสุดขีด, มีเพศสัมพันธ์ถึงสุดยอด,
หนาวถึงที่สุดฯลฯ เป็นพลังที่มีปริมาณมาก
และเกิดขึ้นชั่วระยะเวลาสั้นๆ
ไม่ใช่พลังต่อเนื่องระยะยาวนัก
๒) จักระที่สอง (บริเวณ ท้องน้อย)
เป็นแหล่งพลังสำคัญ แบบเส้าหลินมักฝึกกัน
ปลุกให้ตื่นได้ง่ายกว่า เก็บง่าย
และใช้ได้บ่อย
ต่อเนื่องแต่พลังจะไม่พุ่งทะยานในระยะเวลาสั้นๆ
ปริมาณมากๆ
แบบกุณฑาริณี
ใช้ในการต่อสู้ส่งพลังทางขามาก
๓) จักระที่สาม (บริเวณ ใต้ลิ้นปี่)
เป็นแหล่งพลังสำคัญ ที่ไม่ค่อยนิยมใช้ในการต่อสู้
อยู่ศูนย์กลางกาย
สำหรับผู้ฝึกธรรมกาย
จะใช้ในการสะสมพลังวัตรที่เรียกว่า
ลูกแก้วธรรมกาย จนพร้อมเต็มที่ก็จะได้เป็น
“ธรรมกาย” อยู่ในจักระนี้
๔) จักระที่สี่ (บริเวณ หัวใจ)
เป็นแหล่งพลังสำคัญ ใช้ในการต่อสู้
ส่งพลังทางแขนมากสอดคล้องกับชีพจรทั่วร่าง
เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอัตราการเต้นของหัวใจ
๕) จักระที่ห้า (บริเวณ ลูกกระเดือก)
เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่มักไม่ได้ใช้ในการต่อสู้
ยกเว้นในกลุ่มที่ต่อสู้
ด้วยเสียงจะใช้มาก
นักร้องจะใช้พลังจากจักระนี้ด้วยร่วมกับ
พลังจากจักระที่สอง
(ท้องน้อย)
เพื่อให้เสียงมีพลังกึกก้องกังวาน
๖) จักระที่หก (บริเวณ ตาที่สาม)
เป็นแหล่งพลังงานสำคัญใช้ในการต่อสู้
เนื่องจากควบคุมการรับรู้และสติปัญญา
เป็นทางเปิดตาทิพย์เพื่อการรับรู้ที่เหนือปกติ
๗) จักระที่เจ็ด (บริเวณ กระหม่อม)
เป็นแหล่งรับพลังงานจากภายนอก
เรียกว่าพลังจักรวาลหรือองค์เทพที่จะประทับทรง
หรือมอบพลังให้ จะส่งผ่านมาทางจักระนี้
ตานเถียนจักระที่รวมแห่งพลังวัตรที่นิยมใช้ในการต่อสู้
(ผู้ฝึกกำลังภายใน)
๑) ตานเถียนบน คือ จักระที่ ๖
หรือตรงตำแหน่งตาที่สาม
เวลาเราหลับตาแล้วยังไม่หลับไปเราเพ่งภาพขณะหลับตาอยู่
จะเสมือนมีตาเดียวตรงกลางดูภาพนั้นอยู่หรือให้จินตนาการว่า
มีลูกตาทั้งสอง
เปิดอยู่ตามปกติแล้วเพ่งมารวมตรงกลางเป็นตาเดียว นั่นคือ ตำแหน่งของตานเถียนบนเป็นศูนย์กลางบริเวณหัว
๒) ตานเถียนกลาง คือ จักระที่ ๔
หรือตรงตำแหน่งหัวใจ
เวลาหลับตาไม่ได้ลืมตามองกระจกหรือไม่ได้เอามือคลำดู
จะกะประมาณตำแหน่งไม่ถูก
ให้ฟังเสียงหัวใจเต้น ตุ้บๆ
เป็นตำแหน่งของหัวใจ เวลากำหนดจิต
สามารถใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นจังหวะ
ในการเคลื่อนลมปราณได้
เป็นศูนย์รวมพลังวัตรร่างกายท่อนบน
และแขนทั้งสองข้างเป็นสำคัญ จักระนี้ฝึกเพ่งเสียงชีพจรได้ผลดี
๓) ตานเถียนล่าง คือ จักระที่ ๒
หรือตรงตำแหน่งท้องน้อย
เวลาหลับตาไม่ได้ใช้มือคลำและดูกระจก กะระยะไม่ได้
ให้นั่งสมาธิหย่อนลำตัวท่อนบนลงมาหน่อย
ท้องน้อยจะป่องขึ้นเล็กน้อยกะเอาบริเวณศูนย์กลางที่ท้องป่องเป็นตานเถียน (หากไม่มีทิพยจักษุ มองไม่เห็นอวัยวะในร่างกายจึงต้องจับความรู้สึกแทน)
การปลุกพลังวัตรในตานเถียนให้เป็นลมปราณไหลเวียน
๑) นั่ง สมาธิเพชรจะดี(หากทำไม่ได้ ให้ขัดสมาธิธรรมดาก็ได้) หลับตา
ผ่อนคลายร่างกาย จิตใจทั่วร่างให้รู้สึกเบาสบาย
ไม่อึดอัด โล่งโปร่ง สงบระงับ
ละเอียดนิ่ง
๒) หายใจ เข้ารวมจิตสู่ศูนย์กลางตานเถียน บน, กลาง หรือล่าง
จุดใดจุดหนึ่งที่ต้องการปลุกพลังวัตรให้เคลื่อนไหวเป็นลมปราณ
จากนั้นค่อยๆจับความรู้สึกถึงลมปราณที่เคลื่อนตัวจากตานเถียนนั้นๆ ไปยังจุดต่างๆตามการโคจรแบบต่างๆ
๓) หายใจออกขับเคลื่อนลมปราณออก จากตานเถียนนั้นๆ
ไปตามเส้นทางการโคจรลมปราณแบบต่างๆตรวจดูแต่ละจุดในร่างกายด้วยความรู้สึก
ว่าตรงไหนติดขัด หากมีจุดที่ติดขัดก็ใช้ลมปราณทะลวงจนลมปราณไหลเวียนผ่านได้สะดวก
๔) โคจร ลมปราณเป็นวงจรให้ครบรอบ
จากตานเถียนที่สะสมพลังวัตร
กลับยังตานเถียนที่สะสมพลังวัตรเดิม
ไม่ควรทำขาดวงจร
หรือไม่ครบรอบ จนรู้สึกสบาย
๕) เส้นทางโคจรลมปราณของแต่ละแบบแตกต่างกันไป
ซึ่งจะ แสดงรายละเอียดบางแบบต่อไป
การโคจรลมปราณระยะแรกควรสอดคล้อง
กับลมหายใจเข้าออกก่อน
๖) หากมี การปลุกลมปราณจากแหล่งไหนมา
ควรเคลื่อนลมปราณให้ครบวงจรแล้วเก็บเข้าที่
ที่แหล่งนั้นๆ
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลมปราณตกค้างในอวัยวะต่างๆ
ใน บางกรณีจะมีเคล็ดการหายใจเพื่อเคลื่อนลมปราณ
แตกต่างจากนี้เล็กน้อยเช่น
หายใจเข้าโคจรลมปราณครึ่งรอบ
ไปไว้ตานเถียนบนจากนั้นหายใจออกขับจากตานเถียนบนมาล่าง
แบบนี้ก็ได้เช่นกัน เมื่อชำนาญแต่ละแบบแล้ว
จะสามารถเลือกใช้ได้ตามเหมาะสม
การโคจรลมปราณแบบต่างๆ
๑)
โคจรลมปราณพลังกุณฑาริณี(จักระหนึ่ง – จักระเจ็ด)
ให้ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่จักระที่หนึ่งนั่งสมาธิแล้วปลุกลมปราณ
ด้วยวิธีลับเฉพาะ
แบบกุณฑาริณี (ยังไม่ขอเผยแพร่ทางนี้)
แล้วเคลื่อนลมปราณผ่านทุกจักระไล่ขึ้นไปสู่จักระที่เจ็ด
ทะลวงทุกจักระที่มี
ลมปราณติดค้างหรือติดขัด
ให้โปร่งโล่งสบายทั่วร่าง
จากนั้นจึง เริ่มวงจรใหม่ ปกติมักทำได้ไม่มากครั้ง
พลังก็จะลดลงจนสัมผัสไม่ได้การเดินลมปราณนี้
ให้ผลดีทั้งในแง่สุขภาพ และเป็นพื้นฐาน
ในการทะลวงชีพจรของกังฟู
ข้อควรระวัง
กุณฑาริณีที่ตื่นแล้วแต่ทะลวงออกจักระเจ็ดไม่ได้
จะดันศีรษะเหมือนงูไชหัว ทำให้ปวดหัวอย่างหนักคล้ายจะเป็นบ้าเหมือนคนกำลังจะประสาทเสียได้
ให้พึงระวังด้วย
๒) โคจรลมปราณพลังจักรวาล
(จักระเจ็ด - จักระหก – จักระหนึ่ง)
ให้ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่จักระที่หนึ่งนั่งสมาธิ
แล้วปลุกลมปราณจากจักระที่หนึ่ง
ออกไปสู่จักระที่เจ็ด
แล้วดึงจากจักระที่เจ็ดลงไปอาบทั่วร่าง
จากจักระเจ็ดลงไปหนึ่ง
หมุนเวียนให้ครบวงจรการโคจรพลังจักรวาล จำต้องผ่านการเดินลมปราณกุณฑาริณีให้ได้ก่อน
เมื่อได้กุณฑาริณีแล้ว
จึงอาศัยจังหวะที่ระบายกุณฑาริณีออก
เพื่อเปิดรับพลังจักรวาลเข้ามาแทน แล้วควบคุมปราณจากจักรวาล
ให้อาบลงทั่วร่างเรียกว่า “อาบน้ำทิพย์”
บางท่านจะ
ใช้หลักพลังพีรามิดมาช่วยในการฝึกลมปราณจักรวาลด้วยการใช้พีรามิดวางไว้รอบ ตัวตามจุดต่างๆ
กัน
เพื่อเหนี่ยวนำพลังปราณจักรวาลเข้ามาขณะทำสมาธิ
แล้วให้ปราณจักรวาลเข้าทาง จักระเจ็ด
ถ่ายลงอาบไปทั่วร่าง
(แบบนี้ขอไม่แสดงรายละเอียด)
จาก นั้นจึงเริ่มวงจรใหม่ ทำหลายๆ
ครั้ง จนรู้สึกเบาสบายกายใจ กระชุ่มกระชวยดีการเดินลมปราณนี้
ให้ผลดีทั้งในแง่สุขภาพ
และเป็นพื้นฐานการรับถ่ายพลังภายนอก
ข้อควรระวังในการเปิดรับพลังจักรวาล
คือ
ต้องเลือกรับพลังเฉพาะที่ดีต่อร่างกายเป็นพลังด้านบวก
ไม่ใช่พลังด้านลบ จิตผู้ฝึกพึงระวังให้มีแต่กุศลแต่ส่วนเดียว
เพื่อป้องกันพลังด้านลบ
๓) โคจรลมปราณธรรมจักร(ได้ทุกจักระ
โดยเฉพาะเจ็ด)
ให้ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่จักระใดจักระหนึ่งก็ได้
โดยปกติแล้วให้เริ่มฝึกจากจักระ
เจ็ด แล้วค่อยๆ หมุนลงไป
ยังจักระอื่นๆ ต่อไปหรือบางท่านจะเริ่มจาก
จักระหก ไปเจ็ด แล้วลงหนึ่งเวลาฝึกให้ระลึกว่า
มีอะไรบางอย่างหมุนวนรอบศูนย์กลางจักระนั้นๆ
ให้ระลึกเป็นภาพเหมือนจักรจริงๆ ก็ได้
โดยหมุนเวียนขวาเท่านั้น (ซ้ายไปหน้าขวาไปหลัง)
ในการหมุนจักรสามารถใช้ท่า “กวนสมุทร”
โดยเอาจุดศูนย์กลางคือท้องน้อยเป็น หลักได้
การนับวงจรเมื่อครบหนึ่งรอบนับ๑ วงจร
ทำจนรู้สึกสบายในแต่ละจักระ
การเดินลมปราณนี้
ให้ผลดีในแง่สุขภาพร่างกายในจักระที่โคจรลมปราณ
ซึ่งแต่ละจักระจะทำหน้าที่ดูแลร่างกายแตกต่างกันไป
ข้อควรระวัง
อย่าเดินลมปราณทวนทิศ ห้ามหมุนซ้าย
๔)โคจรลมปราณจักรวาลน้อยแบบเต๋า
(ตานเถียนล่าง - ตานเถียนบน)
ให้ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่ตานเถียนล่าง
เดินลมปราณไปสู่จักระหนึ่งทางด้านหน้า
แล้ววนไปด้านหลัง
จากจักระหนึ่ง ไปสอง ไปสามไปสี่ ไปห้า ไปหก ไปเจ็ด
แล้ววนกลับมาด้านหน้า
จากจักระเจ็ด
ไปหก ไปห้า ไปสี่ ไปสามไปสอง ครบหนึ่งรอบ
จาก นั้นจึงเริ่มวงจรใหม่ จากตานเถียนล่าง
(จักระสอง)
ในวงจรเดิม การเดินลมปราณนี้ให้ผลดีในแง่สุขภาพร่างกาย
ทั่วทุกระบบโดยรวม
ข้อควรระวัง
อย่าเดินลมปราณทวนทิศเพราะจะเกิดผลร้ายต่อชีวิตร่างกายได้
อย่างคาดไม่ถึงมี
อาการที่ตรวจแล้วไม่รู้โรคได้
๕)
โคจรลมปราณพลังสิงโตคำราม
(ตานเถียนล่าง – จักระห้า - จักระเจ็ด)
ให้ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่ตานเถียนล่างหายใจเข้าสั้นๆ
แล้วผ่อนหายใจยาวๆ ไปสู่จักระห้า (กล่องเสียง)
แล้วออกเป็นเสียง “โอม” ยาวๆ
ให้คำว่า“โอม” เหมือนออกจากจักระที่เจ็ดแผ่ออกไร้ประมาณ
เกิดคลื่นเสียงทั่วกระหม่อม
สร้างพลังความสั่นสะเทือนให้มากที่สุดจนกระทั่งทุกสิ่งด้านหน้าสั่นตามคลื่น เสียงของเรา
นับเป็นหนึ่งรอบโคจร
จากนั้นจึงเริ่มวงจรใหม่ ลองเปลี่ยนเป็นว่า “อา” หรือ
ไล่เสียงตามตัวโน๊ตก็ได้การเดินลมปราณนี้
ให้ผลดีในแง่พลังเสียง
เหมาะสำหรับผู้ต้องใช้เสียงต่างๆ
ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้พลังมากเกินไป เพราะจะทำลายกล่องเสียงได้
ควรฝึกในระดับที่พอดีในแต่ละครั้ง
๖) โคจรลมปราณฟ้าดิน – หยินหยาง
(ฝ่ามือสองข้าง - จักระสี่)
ให้ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่จักระที่สี่(หัวใจ)
ยกฝ่ามือขึ้นขนานพื้น ฝ่ามือหงายขึ้นไว้ระดับหน้าอก
หายใจเข้ารวมปราณที่ฝ่ามือและหัวใจ
หายใจออกแผ่ปราณออกทางฝ่ามือสองข้างพร้อมดันฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นบน ข้างหนึ่งลงล่าง
สลับกันไปมาเมื่อยืดฝ่ามือไปสุดแล้ว
ปลายนิ้วทั้งสิบจะพุ่งชี้ฟ้ากับชี้ลงดิน
จังหวะหายใจเข้าให้ดึงลมปราณฟ้าและ
ดิน (บนและล่าง)
เข้ามารวมที่หัวใจแล้วหมุนสลับดันลมปราณออก
พร้อมสลับมือซ้ายขวา
ดังนั้น จะมีวงจรพลังฟ้าดินสองวงจรคือ
วงจรฝ่ามือซ้ายและขวา คือ
เมื่อขวาขึ้นบนดึงด้านบน
ขวาลงล่างปล่อยลงล่าง ซ้ายลงล่างดึงด้านล่าง
ซ้ายขึ้นบนปล่อยขึ้นบน เวลาดึงลมปราณฟ้าดิน
ดึงเข้ามาพร้อมกันทั้งสองฝ่ามือ มารวมตรงกลาง
แล้วเวลาปล่อยก็ปล่อยพร้อมกันสองฝ่ามือ
ออกจากกลางกายไปไกลสุดแสนไกลไร้ประมาณ
จากนั้นจึงเริ่มวงจร ใหม่
ปกติมักทำได้ไม่มากครั้ง
ก็จะรู้สึกลมระบาย (ผายลม) ได้ทันทีการเดินลมปราณนี้
ให้ผลดีทั้งในแง่สุขภาพ และในด้าน
การถ่ายปราณเข้าออกของกังฟู
๗) โคจรลมปราณเก้าอิม – เก้าเอี๊ยง (กงเล็บกระดูกขาว)
ให้ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่จักระที่สี่(หัวใจ)
ยกฝ่ามือขึ้นกางออกขนานพื้น กางกงเล็บออก
ท่านี้ผู้หญิงสามารถฝึกเก้าอิมได้ แต่ผู้ชายให้ฝึกเก้าเอี๊ยง
ในที่นี้จะเผยแพร่เฉพาะเก้าเอี๊ยง
โดยก่อนโคจรพลังเก้าอี๊ยง
ให้โคจรพลังฟ้า-ดินก่อนเพื่อปรับสภาพและกระตุ้น หยินหยาง
เราจะใช้พลังเก้าอิม สร้างเก้าเอี๊ยงโดยดูดพลังอิมเข้าทางกงเล็บ
จนรู้สึกแขนเยือกเย็นแข็งทื่อ
(จะรู้สึกปวดท่อนแขนนิดหน่อย
เหมือนมีอะไรมาอัดแน่น)
จากนั้นโคจรพลังเก้าอิมไม่นาน ผู้ชายจะเกิดพลังเก้าเอี๊ยงขึ้นเอง
โดยธรรมชาติ จะรู้สึกอุ่นๆ
ที่กลางลำตัว เช่น ท้องน้อย
แล้วจะกระชุ่มกระชวยร่างกายจะเริ่มอบอุ่นหายหนาว
ไม่หนาวไม่ร้อนเมื่อโคจรพลังด้วยการคว้าจับดึงดูดพลังเก้าอิมจากพื้นดินรอบ
ตัวได้มาก เก้าเอี๊ยงก็ถูกกระตุ้นออกมามาก
เมื่อพอสมควรแล้ว ให้ถ่ายเก้าอิมออกจากแขนสองข้างให้หมด
จึงจะรู้สึกเบาแขนและหายปวดแขน เวลาถ่ายออกให้รำฝ่ามือแทน
เพราะกงเล็บจะมีพลังดึงดูดไม่ใช่พลังผลักดันออก
โดยเพ่งกระแสปราณออกทางนิ้วทั้งสิบ
ให้ทดลองใช้กงเล็บกระดูก ขาวดูดพลังเอี๊ยงจากฟ้า
ในช่วงท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนฝนจะตก
หากฝึกช่วงฟ้าแลบ
ฟ้าร้องด้วยจะดี ด้วยการฝึกคล้ายเดิม
แต่เปลี่ยนเป็นการดูดปราณจากฟ้า แทนที่จะดูดปราณจากดิน
โดยเพ่งระลึกไปที่ประจุไฟฟ้าบนฟ้าแทน
ข้อควรระวังในการฝึกเก้าอิม
คือช่วงแรกกระดูกฝ่ามือจะมีอาการแปลกๆ
และอาจกระทบต่อธาตุทั้งสี่ในร่างกายได้
ดังนั้นผู้ชายจึงไม่ควรฝึกเก้าอิม ให้ฝึกเฉพาะเก้าเอี๊ยงเท่านั้น
§ การเดิมลมปราณ เป็นวิธีที่เรียบง่ายมากเห็นผลชัดเจน
ปราณเป็นลมที่คอยขับเคลื่อนระบบการทำ
งานของอวัยวะภายใน
ทุกส่วนในร่างกายให้สมบูรณ์หากปราณติดขัดตรงไหน
จะมีอาการปวดจุดนั้นทันที
การแพทย์แผนจีน
กล่าวไว้ว่า
"ปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด"
...
จึงทำให้วิเคราะหาสาเหตุที่เกิดจากอาการต่างๆ
ได้รวดเร็ว
และมีความแม่นยำ
สูง โดยไม่ต้องการเครื่องมือใดๆในการตรวจเลยด้วยเหตุนี้การเดินปรานจึงเป็น
การ รักษาภายใน
แต่เห็นผลภายนอก เมื่อภายในดี
ภายนอกย่อมดีตาม
**********************

ขอบคุณมากครับผม เยี่ยมครับ
ตอบลบ